บทสนทนาธรรมะ ของ ครูSup’k VS นักเรียน และ คุณพ่อของนักเรียน

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008

0

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:05):
ถามเรื่องที่สงสัยหน่อยคับ
คือนั่งสมาธิเจริญสติไปเรื่อยๆ
พอมีคนทำให้อารมณ์เสียมันคุมไม่อยู่อะครับ
แล้วก็เป็นกับคนเดิมๆ
กับคนอื่นไม่เป็น

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:08):
T^T

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:12):
กับแม่ ใช่มะ

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:12):
ครับ มีเรื่องกับ แม่
ส่วนพ่อไม่มีปัญหาด้วย
เพราะพ่อก็ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ เลยเข้ากันได้ดีกับผมครับ

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:13):
แก้ยังไงดีครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:14):
แก้ไม่ได้
นอกจากอดทน
รักษาศีล ไม่พูดรุนแรง ด้วยวาจาเสียดสี หรือ หยาบคาย
หากโมโห จนไม่ไหว ก็ คิดถึงเรื่องดีๆที่แม่เคยทำให้เรา
หากยังไม่โมโห ก็ให้ดูจิต เพื่อรู้ทัน ความหลงคิดเข้าข้างตัวเอง

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:14):
ครับ
แล้วผมฟัง CD
หลวงพ่อบอกว่า มีอะไรให้ถามพี่ได้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:15):
ถามมาได้
ตอบได้จะตอบให้
แต่ทั้งนี้ก็คงต้องสอบถามครูบาอาจารย์คนอื่นๆด้วยนะ
และที่สำคัญสุดคือ ตรวจสอบความถูกต้องกับพระไตรปิฎก นะ

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:16):
ออ
งั้นถามเลยแล้วกันนะครับ
เวลานั่งสมาธิอะครับพอถึงจุดๆนึงจะง่วงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:18):
ขนาดเห็นภาพแว็บไปแว็บมา แต่พอรู้สึกตัวว่า
“เรานั่งอยู่ในห้องนิ แล้วภาพมาจากไหน”ก็ตาโตใสปิงทันที
แล้วพอนั่งกี่ทีก็ง่วงเหมือนเดิม แก้ไงครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:20):
หากง่วงก็ให้ เขย่า ขา กระตุ้น ผัสสะ แล้ว จิตมันจะไม่ง่วงซึม
ส่วน นั่งแล้วเห็นภาพก็คือ นั่งๆไป แล้ว จิตมันเริ่มเบลอ คล้ายๆฝัน
พอรู้สึกตัว จิตมันตื่นจากความหลงในโลกแห่งความฝันแป๊บหนึ่ง

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:21):
แต่หากจิตมันมีสติ รู้สึกตัว แต่มีความเงียบสงบ สันติ ปิติ สุข
ถ้าเป็นสงบ แบบมีสติ รู้สึกตัว นั่นคือ สมถะ

ตอนสงบ สมองจะหลั่งสารเอนโดฟิน
ซึ่งทำให้ มีความสุขดี
แต่ให้รู้ว่า อย่าแช่ตรงนี้มากนัก
หากรู้ไม่ทัน ก็อาจจะหลงไปเสพติดความสงบอันนี้ได้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:21):
คนติดความสงบ พอออกมากระทบโลก จะโมโหรุนแรง
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:21):
ใช่เรยครับ
แต่โมโหกะแม่แล้ว สมเพท ตัวเอง แม่แท้ๆ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:22):
ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่ให้เลิกนั่งสมาธินะ
สมถะ ความสงบ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการฝึกจิต
อย่าทิ้ง สมาธิ
อย่าเกลียดความสงบนะ
เอาความสงบไว้พักผ่อน
แต่ให้มีสติรู้ทัน ความหลงไปชอบ ความสงบ ควบคู่ด้วย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:22):
หากรู้ไม่ทัน ความเสพติดความสงบ
ก็อาจมีผลให้รักสุข เกลียดทุกข์ เกิดความไม่เป็นกลางได้
พอวันหนึ่งเจอความไม่สงบ จากแม่
ก็ทำให้ยอมรับความจริงไม่ได้
เป็นเหตุให้น้องโกรธ เพราะ น้องไม่อยากเจอ
คนที่คิด ไม่ตรงกับ ทิฎฐิของเรา

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:23):
ทิฎฐิของตัวกูของกู นั่นคือ ความยึดมั่นในอัตตา ตัวกูนั่นเอง
เมื่อยึดมั่น รักสุข รักสงบ ก็จะเกลียดทุกข์
เมื่อเกลียด ก็ไม่ชอบมันรุนแรงมากขึ้นๆ
จนกระทั่ง ต้องทะเลาะกัน

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:24):
นอกจากให้น้องรู้ทันว่า กำลังโกรธแล้ว
ก็ควรรู้ทัน ความยึดมั่นในทิฎฐิ
ควรรู้ทัน ความหลงไปรักสุข เกลียดทุกข์ด้วย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:24):
และ ก็ลองคิด สอนใจตัวเอง สักหน่อยนะ ว่า
จริงไหม สิ่งทุกอย่างที่เจอในชีวิต
มันก็เป็นแค่ภาพลวงตา
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่เห็นน่ายึดถือเลย
ความทุกข์ก็ไม่น่ายึดถือ ไม่เห็นน่าไปเกลียดมัน
เพราะความทุกข์ทั้งหลาย มันผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป
ไม่เห็นมีความทุกข์ใดเลย ที่มันจะทนอยู่ได้นาน
แค่เราหลับตา นอนหลับไป
เราก็ลืมเรื่องที่ทะเลาะกับแม่แล้ว
เหมือนกับ ภาพละครทีวีที่ตัวละครทะเลาะกัน
แม้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน โหดร้ายแค่ไหน
พอปิดสวิตซ์ไฟ
ภาพนั้นก็หายไป ไม่ได้อะไรหลงเหลือเลย นอกจากความว่างเปล่า
ไม่เห็นมีอะไรหลงเหลือให้จับต้องได้เลย
แล้วเราจะไปเกลียดไปกลัว กับ ความทุกข์ ความบีบคั้น ต่างๆทำไม

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:25):
จริงๆแล้ว ความทุกข์ ทั้งหลาย มันจบไปตั้งแต่ตอนที่เราทะเลาะเสร็จแล้ว
แต่หากคิดซ้ำในเรื่องเดิม
เราก็เลยโกรธใหม่ กลุ้มใจใหม่ สมเพชตัวเองใหม่
คนเราไม่เคยเห็น ตอนหลงไปคิด
เพราะ เห็นแต่ สภาวะจิตตอนท้ายๆ คือ ตอนสมเพชตัวเอง
เนื่องจากสติไม่ไวพอ จึง ได้แต่กลุ้มใจ กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

ต่อจากนี้ไป ให้ ลองสังเกตว่า
จริงไหมไม่ว่า สิ่งใดก็ตาม ทุกข์ใดก็ตาม บาปใดก็ตามที่ได้กระทำไปแล้ว
มันผ่านไปแล้ว มันจบไปแล้ว
อย่าไปกลุ้มใจกับสิ่งแย่ๆที่ได้ทำไปแล้ว
แต่ให้เอาประสบการณ์เก่าๆมาสอนตัวเอง ว่า อนาคตจะไม่ทำบาปทั้งปวง

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:26):
รู้ทัน ONLY คำง่ายๆ แต่ลึกซึ้งเนอะครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:26):
เริ่มเข้าใจ ก็ดีแล้ว
ให้รู้ทันจิต เรียนรู้ชีวิต ด้วยใจที่ตั้งมั่น และ ไม่แทรกแซง

สิ่งใดที่ทำให้น้องเปื้อนความทุกข์ได้
ก็เรียนรู้ไปที่สิ่งนั้น เรียนรู้ซ้ำๆ
แล้วจะรู้ว่า
ต้นเหตุของมันคืออะไร

เฉลยให้เลยก็ได้
ต้นเหตุอย่างหนึ่งของความทุกข์ คือ ตัณหา

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:27):
ต้นเหตุแรก คือ
ตัณหา ที่น้องไม่อยาก เจอ ความคิดของแม่ที่ไม่ตรงกับเรา
น้องรู้ไม่ทันตรงนี้
ก็เลยต้องเถียง

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:27):
ใช่เลย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:27):
ขั้นต่อมา
น้องรู้ไม่ทัน ความอยากเถียงต่อ
พอรู้ไม่ทัน แล้ว หลงไปเถียง
ตัณหาก็ทำรู้สึกว่า กูเก่ง กูสะใจ กูชนะ
กิเลสก็เริ่มใหญ่ขึ้น

ขั้นสุดท้าย พอเถียงเสร็จแล้ว
แต่เพราะน้อง ไม่รู้ทัน ตัณหา ความอยากเป็นคนดี
ไม่รู้ทันตัณหาความอยากเป็นลูกที่ดี
น้องก็เลยกลุ้มใจกับสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว
ก็เลยนำความทุกข์มาให้อีก

เห็นไหมว่า น้องไม่รู้ทันตลอดสายของวงจรชีวิตเลย
ก็เลยเป็นช่องทางให้กิเลสโจมตี จนก่อความทุกข์ให้ชีวิตได้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:28):
แต่ก็อย่าไปเกลียดกิเลสนะ
พี่แค่ชี้ให้ดูต้นเหตุแห่งทุกข์ ที่ฉวยโอกาสโจมตี ตอนเราเผลอ

แต่ก็ให้น้องเอากิเลส นั่นแหละ เป็นครูสอนใจตน
ให้น้องคอยเรียนรู้ทุกข์ เรียนรู้กิเลส ด้วยใจที่อ่อนน้อม
เรียนรู้ชีวิต ตามความเป็นจริง ไปซ้ำๆ บ่อยๆ
แล้ววันหนึ่ง กิเลสจะไม่สามารถ ย้อมใจเราได้อีก

ตอนแรกๆ อาจจะยังเถียงแม่อยู่
ก็เพราะน้องยังไม่เห็นความไร้สาระของการเถียง
น้องยังไม่เห็นความไร้สาระของการทำเพื่อตอบสนองตัวกู ให้สะใจ

แต่ พอสังเกตจิต ตัวเองบ่อยๆ
น้องจะเห็นว่า พอเถียงเสร็จแล้ว
น้องชนะแม่แล้ว ก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ก็ไม่เห็นจะมีความสุขอะไรเลย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:28):
ตัณหาทั้งหลาย ที่ทำเพื่อ ตัวกู ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่ออัตตา ตัวกู
นั่นแหละ คือความเห็นแก่ตัว
นั่นแหละ คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์
ควรละเสีย

หากละไม่ได้ ก็เรียนรู้ทุกข์ เรียนรู้ซ้ำๆ
สิ่งใดที่ทำให้ทุกข์ได้ก็เรียนรู้ไป
แล้วจะรู้เลยว่า
เรารักตัวเองที่สุด
แต่เราไม่ละ กิเลส ตัณหา ที่เป็นต้นเหตุให้ ใจเราทุกข์
เรารักตัวเอง
แต่เรา ก็ดันไปยึดถือ สิ่งหนักๆเอาไว้
ไม่ยอมปล่อย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:30):
เรียนรู้ตรงนี้ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวก็เข้าใจ ยอมปล่อยวางได้
เมื่อปล่อยวางได้
น้องก็จะไม่กลุ้มใจกับสิ่งที่ทำไปแล้ว
เพราะรู้แล้วว่า แก้ไขไม่ได้แล้ว
ทำบาปไปแล้ว ยังไง ก็ต้องรับผลกรรมที่ด่าแม่ไป

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:31):
ในทางกลับกัน น้องที่ฝึกเจริญสติอยู่บ่อยๆ
ก็จะมีปัญญาเห็นความไร้สาระของการเถียง ด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นว่า การเถียงมันไร้สาระ น้องก็จะไม่เถียงแม่เองแหละ
แม้จะมีคำพูดใดมากระทบใจ มาขัดกับทิฎฐิของกู
น้องก็จะไม่สนใจในการเถียงอีก
เพราะน้องไม่ยึดมั่น ในตัวกูของกู
น้องมีสติ อยู่เหนือความเห็นแก่ตัว
น้องไม่หลงไปในโลกแห่งความสะใจของการเถียง
น้องก็จะไม่เถียง

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:31):
จิตที่ฝึกสติ เรียนรู้ชีวิตซ้ำๆ
ก็จะเริ่มยอมรับความจริงของทุกสิ่งได้
ก็จะเริ่มยอมรับความแตกต่างของแม่ได้
น้องก็จะเริ่มฟัง ท่านบ้าง
แม้จะคิดไม่ตรงกับกู
แต่ก็จะเริ่มฟังแม่มากขึ้น
ฟังโดยไม่ยึดถือ ในความคิดของเรา อย่างเดียว

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:32):
ทั้งหมดที่พี่พูดไป ก็คือ
การมีสติ มีปัญญา เข้าใจตนเอง
เข้าใจความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
เข้าใจว่า ที่ผ่านมาหลงไปทำเพื่อสนอง อัตตา ตัวกูของกู
มันทำให้ทุกข์ ให้หนัก
เมื่อเข้าใจดังนี้
น้องก็ปล่อยวาง
สบาย
อิสระ
พบสุข

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:33):
เข้าใจมากขึ้นแล้วครับ
ผมว่ายิ่งเรียนเรื่องทางธรรมมากแค่ไหน
ก็ยิ่งน่าศึกษาให้ถึงแก่นมากขึ้น
เพราะมันเป็นอะไรที่ผมว่า ลึกซึ้งละเอียดอ่อนมากๆ
ไม่เคยเจออะไรที่แบบว่า
อยากลองทำไปเรื่อยๆแบบนี้มาก่อน
อย่างผมเล่นเกม เดี๋ยวก็เบื่อ
แต่พอมาทำแบบนี้แล้วมันปิ้งขึ้นมาว่า
เกิดมาตั้ง 17 ปีไม่เคยย้อนดูใจตัวเองมั่ง
มั่วแต่สนใจอะไรก็ไม่รู้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:35):
สาธุ
อย่าเลิกฝึกสตินะ
เชื่อพระพุทธเจ้าเอาไว้
ศรัทธาเอาไว้ว่า
ท่านสูงส่งขนาดนั้น
ยังอุตส่าห์สละความสบาย
มาค้นหาทางพ้นทุกข์ เพื่อมาสั่งสอนพวกเรา

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:35):
พี่ฝึกมาขนาดนี้แล้วรุศึกเหมือนผมไหมอะ
ว่าวิชานี้สุดยอดจิงๆ
คนคิดจะสุดยอดขนาดไหม
แล้วคนที่มาอธิบายให้เข้าใจเค้าก็ยอดจิงๆ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:36):
คิด
พี่ไม่เลิกฝึกหรอก
เลิกก็โง่แล้ว

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:37):
ความรวย ความมีชื่อเสียง
ไม่ได้ช่วยให้มีความสุขได้เลย
ธรรมะ
สติ
สัมปชัญญะ
ต่างหากที่ช่วยให้
จิตใจยอมรับความจริง
และเข้าใจความจริง
และค่อยๆทำให้พี่พ้นจากทุกข์ได้ มากขึ้นๆ

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:38):
ตอนนี้ผมก็ทำ การดูลมหายใจ อะครับ
ที่เรียกว่าดูรูปนาม
ผมว่า สุดยอดมาก

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:44):
ดีมากๆ ฝึกเลยนะ นั่งสมาธิ เดินจงกรมในรูปแบบ
นั่งรู้ลมหายใจเข้าออก อานาปาณสติ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ
ที่ต้องปฎิบัติบ่อยๆ
พอฝึกจนน้องมี ความนิ่ง มากพอ
ก็จะมีผลพลอยได้ ที่ทำให้น้อง
ทำงาน หรือ เรียนหนังสือ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และมี จิตนิ่งพอที่จะตามรู้ตามดูจิต
เพื่อให้เห็นเกิดปัญญา เข้าใจไตรลักษณ์ ได้มากขึ้น

น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:44):
ครับ
พี่ครับพ่อผมมีอะไรถามหน่อย
ได้ไหม

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:45):
ได้ๆ

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:45):
สวัสดีครับ
ผมมีคำถามเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร
การเดินจงกรมมีวิธีปฏิบัติอย่างไร

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:47):
สวัสดีครับ
วิธีการเดินจงกรม นั้นผมได้เขียนไว้แล้วในหนังสือ ข้างในนั้น 2 ครับ
ทั้งการ์ตูนความลับของรอยยิ้ม และ หมีแพนด้า
และ คำถาม Quiz ทั้ง 40 ข้อ
แต่ว่า ตอนนี้ ถามมาได้ครับ หากตอบได้ ก็จะพยายามตอบครับ

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:48):
ขณะปฏิบัติ ผมเคยเห็นตัวเองนอนอยู่
และเห็นจิตมันตามรู้ เห็นทั้งคืน เห็นติดต่อกัน 2 วัน ผิดทางหรือเปล่าครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:49):
ไม่ผิดครับ เหนื่อยมากไหมครับ ที่อดนอน

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:49):
ทีแรกไม่เข้าใจนึกว่าตัวเองไม่ได้นอน
แต่ไม่เหนื่อย กลับรู้สึกชอบ อยากเห็นอีก แต่ไม่มาให้เห็นอีกเลย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
ถ้าไม่เหนื่อย ก็แสดงว่า ไม่มีปัญหาอะไรครับ

แต่ หากอยากกลับมาเห็นสภาวะมีสติรู้ตื่นตลอดคืน เมื่อไร ก็จะไม่มีทางได้เห็นอีกครับ
เพราะจิตที่มีสติ เห็นสภาวะถี่ นั้นเป็นจิตที่มีความรู้ตื่น
ปราศจากกิเลส

ซึ่งเป็นสภาวะที่ตรงข้ามกับ ความอยาก ความโลภอยากมีสติ

ดังนั้น หากอยากเห็นเมื่อไร ก็ไม่มีสติครับ
จึงไม่มีทางเจอ

แต่หากเข้าใจเคล็ดลับตรงนี้
แล้ว ทำความเพียร ฝึกสติบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
เดี๋ยวสภาวะให้ความรู้ตื่น เบิกบาน มีสติถี่ๆ ก็จะกลับมาเองครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
ตอนนี้ ผมขอพูดเผื่อเอาไว้ว่า
หากวันหนึ่ง สติมันกลับมารู้ตื่น เกิดถี่ๆ เหมือนไม่ได้นอนอีก
แล้ว เราจะได้ประโยชน์อะไรจากสภาวะนั้น

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:50):
ครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
ในวันที่สติมันเกิดถี่ๆ
หรือ บางวันที่ไม่เกิดสติ
ทั้งสองกรณีนี้
จิตมันก็แสดงตัวอย่างเสมอภาค ในแง่ที่ว่า
จิตมันทำงานได้เอง บังคับไม่ได้ตามใจอยาก
เห็นไหมครับ
จิตมันทำงานได้เอง

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:50):
เห็นครับ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
นั่นแหละครับ คือการเห็นธรรมะ ในหัวข้อชื่อว่า อนัตตา ครับ
กล่าวคือ มีเหตุ คือ ฝึกบ่อยๆ
ผล ก็คือ จิตมันก็มีสติ อัตโนมัติขึ้นมาตอนขณะนอนได้เอง
การเห็นในแง่อนัตตา แบบนี้บ่อยๆนะ
จนกระทั่งปัญญาแก่รอบ
มันจะย้อนมาสอนตัวเองเลยว่า
สิ่งทั้งปวง มันก็เป็นแค่ เหตุปัจจัยปรุงแต่ง มาประกอบกัน
ต่อเนื่องกันเป็นสายยาวๆ
เกิดดับๆๆ ต่อเนื่อง
ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
ไม่เห็นน่า ยึดถือใดๆ
ที่ผ่านมา เรามัวแต่ ไปทำอะไรบางอย่าง
เพื่อให้จิตดวงนี้พอใจ
เพราะ เราคิดว่า จิตเป็นตัวเรา เป็นของถาวร

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:52):
พอหลังจากที่ได้เจริญสติ จนสติเกิดบ่อยๆอย่างต่อเนื่อง
ก็จะพบว่าแท้จริงแล้วจิตมันก็แค่
ธรรมะชาติ เกิดดับ ต่อเนื่องเป็นสาย
เหมือนที่เราได้เห็นตอนหลับ เองเหรอเนี่ย
เมื่อเห็นได้ดังนี้แล้ว
จิตก็จะเกิดความเบื่อหน่าย กับ ความไร้สาระ ในสิ่งที่เราได้ทำที่ผ่านมา
เมื่อเบื่อหน่าย ก็ปล่อยวาง
เมื่อปล่อยวางก็พ้นทุกข์

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:54):
ทั้งนี้ ความอยากได้สติเกิดตอนนอนเหมือนที่เคยทำได้ คือ ความโลภ
ซึ่งให้รู้ทันความโลภอันนั้น
และ กลับมาเริ่มต้นฝึกใหม่
นับหนึ่งใหม่ทุกวัน
ฝึกเจริญสติ ตามรู้ตามดู
ให้เหมือนเด็กๆ ที่ได้ของเล่นใหม่ๆ
ตื่นเต้น กับ การฝึกแบบเดิมๆทุกวัน
เรียนรู้ซ้ำๆ อย่างมีฉันทะ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:55):
การฝึกสติ ไม่เหมือนเล่มเกม ออนไลน์
ที่save ได้ว่า เมื่อวานเล่นถึงตรงไหน

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:55):
การฝึกสตินั้น
คือการเรียนรู้ชีวิต
เราจะเรียนรู้ กิเลสเดิมๆ
เรียนรู้ในแง่ไตรลักษณ์เดิมๆ
จนจิตมัน สะสม ความเข้าใจ
จนแก่รอบ
ยอมสละ ยอมปล่อยวางได้
ยอมปล่อยได้ ก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:56):
สภาวะปัจจุบันเหมือนมันเบื่อไปหมด ทั้งคนใกล้ชิด
เพื่อนฝูง คนรอบข้าง อยากปฏิบัติอย่างเดียวทั้งวัน ไม่อยากพบ
หรือ พูดคุยกับใครเลย

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:57):
ครูบาอาจารย์เคยบอกไว้ว่า
นี่อาจะเป็นสภาวะ นิพพิทาญาณ
คือ เบื่อโลก เพราะ เห็นโลกนี้ไร้สาระ

สภาวะนี้ เป็นกึ่งกลางของ ก่อนเป็นพระโสดาบัน

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:58):
วิธีปฏิบัติเมื่อเจอสภาวะนี้ คือให้อดทน
เฝ้าตามรู้ตามดูไป
อย่าพึ่งรีบฆ่าตัวตายนะครับ
ให้เฝ้าตามรู้ตามดูไป ด้วยขันติ อดทน
แล้วท่านจะเห็นว่า ความเบื่อนี้ ก็ไม่เที่ยง

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:58):
ปัจจุบัน ตามรู้จิตไม่ค่อยเห็นเหมือนเมื่อก่อน มันหายไป ว่างๆ ผมเลยใช้วิธีตามดูกายอยู่

ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:58):
ครับ ครูบาอาจารย์ท่านเคยพูดไว้ว่า
พอดูจิตไม่เห็น
ก็ต้องกลับมาที่รู้ที่กาย
ต้องสลับกัน
เพราะว่า พระพุทธเจ้าให้ เจริญสติปัฎฐาน4
คือ รู้กาย เวทนา จิต ธรรม
สลับกันไป
ฝึกให้เกิดสติ และปัญญา
ฝึกซ้ำๆ จนมันแก่รอบ
จนยอมปล่อยวาง

ย้ำ ฝึก จน หายดิ้นรน และ ยอมปล่อยวาง
ย้ำครั้งที่สอง ฝึกจน หายดิ้นรนและยอมปล่อยวาง
ย้ำครั้งที่สามฝึกจนหายดิ้นรน และยอมปล่อยวาง

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:00):
จำไว้ว่า ตอนที่เบื่อโลกนี้
ก็ยังมีความไม่เป็นกลางอยู่
ก็ต้องอดทนตามรู้ตามดูความเบื่อนี้
จนเห็นความ ความเบื่อโลก ก็ไม่เที่ยง เป็นแค่ของชั่วคราว
เมื่อผ่านตรงนี้ได้ ก็ปล่อยวางอย่างแท้จริง
แล้วท่านจะสามารถอยู่ร่วมกับคนในโลกได้
อย่าง อิ่มเอิบ เบิกบาน และ ไม่เปื้อนโลก มีจิตไม่เปื้อนทุกข์

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (22:00):
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ
ขอถามอีกอย่าง คับ คือ ตอนนี้ผมยังรู้สึกเหมือนยังเพ่งอยู่
แต่ไม่รู้ว่าเพ่งอะไร มันมักจะปวดหัว และมึนๆ ประจำ
เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่ถูกหรือไม่

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:00):
อย่าเกลียดเพ่งนะครับ
ให้อดทนตามรู้ตามดูไปว่า
เห็นไหม
ความเพ่ง ก็ไม่เที่ยง
เพราะบางที จิตก็เพ่ง
บางที จิตก็คลาย
ลองสังเกตดีๆตอนที่จิตมันหายเพ่ง
เช่น พอมีอะไรมากระทบแรงๆ ก็หายเพ่ง
เมื่อท่านเห็นจังหวะ ตอนที่จิตคลายจากการเพ่ง
ท่านจะได้ไม่กลัว การเพ่งครับ

ท่านจะเป็นกลาง ต่อความเพ่ง
เพราะเห็นแล้ว ว่า เพ่งแล้วไง เพ่งก็ไม่เห็นตาย
ความเพ่ง ก็ไม่น่ากลัว อะไรสักนิด
ความเพ่ง จะทำให้ เราไม่บรรลุ ก็ช่าง มันสิ
เพราะเราฝึกเพื่อถึงความไม่มีตัวกู ของกูอยู่แล้ว
ดังนั้น การเพ่งจะทำให้ตัวกูบรรลุช้า ก็ไม่เห็นเป็นไร
เมื่อไม่กลัวความเพ่ง เป็นกลางต่อความเพ่ง
ไม่เร่งร้อนในการบรรลุเร็วๆ
จิตก็จะเกิดการปล่อยวาง เพราะ เลิกรักตัวเอง ไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง
ก็จะพบความพ้นทุกข์ เบาสบาย ทันทีนั้นเองครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:02):
เพ่ง เพราะ อยากดี
เพ่งเพราะ อยากบรรลุ
รู้ทัน ความรักตัวเอง สองอย่างนี้
ดูให้เห็นความไร้สาระของการอยากดี อยากบรรลุ
ว่า ทั้งสองอย่าง แม้เป็นการรักดี แต่ก็นำความทุกข์มาให้
เห็นความไร้สาระของการไปยึดมั่น ในความอยากดี จนทำให้ติดเพ่ง
เมื่อมีปัญญารู้ทันทัน ความอยากดี ก็ปล่อยการเพ่งแล้วครับ
พอปล่อยแล้ว ก็อิสระ พ้น จากทุกข์ทันทีครับ

คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (22:03):
ผมเข้าใจแล้ว จะนำไปปฏิบัติ ขอบคุณอีกครั้ง

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:03):
ด้วยความยินดีครับ

ข้อคิดของ ครูบาอาจารย์คือ
รักดีหามจั่ว
แต่จั่วนั้นก็หนักนะครับ
รักชั่ว หามเสา
แต่เสาหนักกว่า
เราจึงไม่ทำชั่ว ไม่ทำผิดศีล
เราจึงควรประกอบแต่ความดี รักษาศีล มีคุณธรรม
แต่ ต้องไม่ติดดี เพราะหากติดดีก็จะหนักเช่นกัน
ให้ รู้ทันความหลงอยากดี
รู้แล้ว ปล่อยผ่าน
ทำดี แต่อย่าติดในความดีนั้น
ชีวิตก็ร่มเย็นแล้ว
จบแล้วครับ
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (22:03):
ขอบคุณมากๆครับ

บทสนทนาธรรมะของ คณิตโอลิมปิก(ครูSup’k) กับ ชีวะโอลิมปิก

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008

0

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (21:22):
พี่ซุบ
ถามเรื่องเจริญสติหน่อยครับ

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:11):
ขอถามว่า เวลาเจริญสติ
มีหลายรูปแบบจัง
ผมจึง งงว่า
การบรรลุธรรมนั้น
แปรเปลี่ยนไปตามรูปแบบของสำนักต่างๆ
หรืออย่างไร

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:11):
ไม่ๆ
หากจับแก่นแท้ได้จะไม่งง

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:12):
ขอเชิญแสดง
ท่านมหาซุบเค

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:13):
ขอเชิญ น้องอู่ถาม
เจาะ ไปใน เรื่องที่สงสัย
เช่น น้องไปเจอการสอนแบบไหนมา
แล้วคิดว่า ทำไม มันสับสนกับ ความรู้เดิม
อย่างไร เล่ามาให้พี่ฟัง

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:13):
เวลาเจริญสติ ต้องกำหนดหรือปล่อยเป็นธรรมชาติ
เพราะถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติจะชื่อว่ากรรมฐานหรือ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:14):
เวลาเจริญสตินั้น
ต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้มีสติ เกิดบ่อยๆ
เข้าใจไหม

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:15):
เข้าใจคับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:15):
ก็แค่นั้น
ใครที่กำหนด ด้วยคำพูด ยืนหนอ นั่งหนอ
แล้วสติเกิดบ่อย (หมายถึง จิตไม่ไม่ล่องลอยไปนาน)
ก็ใช้ได้
บางคนอยู่กับพุธโธ ภาวนาพุทโธ
แล้วสติอยู่กับเนื้อกับตัว
ไม่คิดฟุ้งซ่านไปไกล ก็ใช้ได้
บางคน ทำจังหวะ ขยับมือ แล้วจิตอยู่ที่กาย
ก็ใช้ได้
บางคน ตามรู้ดูจิต ดูความรู้สึกที่เกิดกับจิตก็ใช้ได้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:17):
บางคน เดินจงกรมบ่อยๆ แล้ว รู้สึกถึงเท้าที่กระทบ
ไม่ทำให้จิตคิดฟุ้งซ่านไปไกล ก็ใช้ได้
ดังนั้น
จึงหมดคำถามว่า ต้องกำหนดหรือปล่อย
ใช้กลยุทธใดก็ได้ให้ สติมันกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
ใช้กลยุทธใดก็ได้ให้ จิตไม่ล่องลอยฟุ้งซ่านไปไกล

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:17):
แล้วจะทำอย่างไรให้สติระลึกถึงกายที่อยู่ข้างในได้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:17):
สำหรับคำถามว่าทำไง
จึงทำให้สติระลึกถึงกายได้
ตอบคือ ต้องมีวิหารธรรม
สักอย่าง

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:18):
นั่นคือ จะบริกรรม พุทโธ
หรือ จะตั้งใจ ว่าไม่ว่าสิ่งใดกระทบกาย
หรือ ไม่ว่า กายขยับ เราจะพยายาม ตั้งใจ
ใส่ใจในการรู้ให้ได้ว่า กายเป็นอย่างไร
นั่นคือ มีฐานกาย ให้อยู่
มีกายเป็นวิหารธรรม
ก็จะทำให้สติ เกิดถี่ขึ้น บ่อยขึ้น
นั่นก็จะทำให้มีสติมากขึ้น

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:19):
เมื่อมีสติแล้ว
เราก็จะเห็น โลก
เห็นกายใจ
ตามความจริงมากขึ้น
มีโอกาสเรียนรู้ บ่อยขึ้น

คนทั่วไปที่ไม่มีสติ
ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไร
เพราะ ใจมักหลงไปคิด
ใจลอย ใจหลงไปคิดฟุ้ง
ใจหลงไปคิด เข้าข้างตัวเอง
ใจหลงไปคิดเพื่อตัวเองทั้งวัน
จึงไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

เราจึงต้องเจริญสติให้มาก
ด้วยเหตุผลเพื่อเอาสติ
ที่เป็นเหมือน ตาวิเศษนี้ไปเรียนรู้ความจริงของชีวิต
มีสติสัมปชัญญะ = ลืมตา ขึ้นมาเรียนรู้โลกตามความเป็นจริง
เรียนรู้โลก เรียนรู้ชีวิต อย่างไม่เข้าข้างตัวเอง

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:21):
โหหหหห คมอะ บาดเลือดออกแล้วอะ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:21):
ดังนั้น แก่นแท้
คือทำยังไงก็ได้ ให้มีสติ บ่อยๆ
การมีสติบ่อยๆ = การลืมตามาเรียนรู้ชีวิตบ่อยๆ

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:21):
ลืมตาดูโลก
ชิมิ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:21):
ชิ

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:21):
พี่ซุบนี่สุดยอดอะ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:21):
แต่ทว่า
สตินั้นยังไม่พอ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:22):
คนเราเมื่อมีสติเกิดบ่อยแล้ว
ไม่ว่า จะมีสติบ่อย จากการกำหนด หรือ การบริกรรม
ก็ตามที
ก็มักจะไปติดอยู่ตรงแค่เปลือกนั้น

คิดโมเมไปเองว่า
ต้องกำหนด หรือ บริกรรม เท่านั้น
จึงจะเป็นทางที่จะบรรลุ

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:23):
จริงๆแล้ว
พอมีสติบ่อยๆ
นั่นคือ ใจไม่ค่อยล่องลอยไปไหนไกลแล้ว
ก็ต้องรู้จักเอาสติที่มีความบ่อย มีพลังนั้น
น้อมกลับมา เรียนรู้ ชีวิต
ในแง่ไตรลักษณ์
น้อมเข้ามาเรียนรู้ตัวเอง = โอปะนะยิโก

เอาทุกสิ่งที่สติเห็น
ย้อนกลับมา สอนใจตนเอง
สอนด้วยการคิดพิจารณาช่วยก็ได้
หรือ จะตามรู้ตามสังเกต อย่างไม่ต้องคิดช่วยก็ได้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:24):
แล้วจะเรียนรู้อะไร

เฉลยคำตอบคือ
สิ่งใดที่ทำให้ทุกข์ได้อยู่ก็เรียนรู้ไปที่ตรงนั้น

สิ่งใดที่ทำให้เราทุกข์ได้
ก็คงไม่ใช่เรื่องของจักรวาลอื่น
เพราะสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ได้ ก็คือ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับกายใจของเรา
จึงให้กลับมาเรียนรู้ที่กายใจของตน

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:25):
แล้วจะเรียนรู้อย่างไร
คำตอบคือเรียนรู้ตามความเป็นจริง

ความจริงคืออะไร
ตอบ คือ เรียนรู้ในแง่ ไตรลักษณ์
ว่าจริงไหม สิ่งที่อย่างที่เคยเจอในชีวิต ล้วน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
จริงไหม ที่ความสุข ที่เคยเจอมา มันก็ไม่เคยอยู่กับเราได้นาน
ความสุขทั้งหลายที่ผ่านมา มันก็ต้องผ่านไปเป็นธรรมดา
ความสุขทั้งหลายเป็นของชั่วคราวเน่าได้
ไม่เห็นน่าหวงแหนเลย
ความสุขเป็นอนิจจังโดยแท้

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:26):
เรียนรู้เพิ่มเติมอีกว่า
จริงไหมที่ ความทุกข์ทั้งหลายที่น่ากลัว
มันก็เป็นแค่ของที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่เห็นน่าเกลียดน่ากลัวอะไรเลย
เรียนรู้อีก ว่า
จริงไหม ที่ผ่านมาเราถูกสอนให้รักสุข เกลียดทุกข์
เราก็เลย ต้องดิ้นรนแสวงหา ความสุข อยู่เรื่อยไปไม่มีวันเต็มอิ่ม

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:27):
เมื่อ ได้ความสุขมา มันก็เหมือนกับ เอามือ คว้าไปที่หมอกควัน
มันจับต้องไม่ได้
ความสุขมันหนีเราไปตลอดเวลา
แล้วเราก็ต้องไล่วิ่งตามแสวงหาความสุข
อย่างไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักพอ
ยิ่งตามก็ยิ่ง เสพติดสุข
ยิ่งเสพติดสุข เราก็ยิ่งเกลียดทุกข์
กลายเป็นคนที่ยอมรับความจริงไม่ได้
ถูก โลกนี้หลอกให้ทุกข์อยู่เรื่อยไป

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:28):
หาก เราได้เคยมีสติ ย้อนกลับมาเรียนรู้ สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตว่า
จริงๆแล้วมันก็เป็นแค่ของชั่วคราว
ไม่เห็นน่าหลงไหลในสุข ไม่เห็นน่าเกลียดทุกข์เลย
เราก็จะเป็นผู้ที่ยอมรับความจริง
คลายจากความดิ้นรน
คลายความยึดมั่น ในความสุข ความทุกข์ ที่เป็นแค่ของเน่าได้ ชั่วคราว
ไม่เห็นน่าจะไปยึดถือ ของเน่าได้เหล่านั้น
ให้หนัก ให้เหนื่อย ให้ทุกข์เลย
เมื่อจิตเข้าใจแจ่มแจ้ง ดังนี้แล้ว
จิตก็จะเข้าสู่โหมดที่ยอมรับความจริง
ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
พบความสุข สงบ สันติ เต็มอิ่ม เบิกบาน คือนิพพาน ตรงนั้น ต่อหน้าต่อตา
ในขณะที่ปล่อยวาง ยอมรับความจริงได้นั่นเอง
จบ

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:31):
สาธุ
ธรรมะของท่านเป็นประโยชน์มากมายจริง

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:36):
แล้วพี่ซุบไปบรรยายธรรมะที่ไหนบ้าง

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:37):
ก็ ไม่ค่อยมีใครเชิญ
ก็มีที่ enconcept
ที่วัดโสมนัส
ที่ esso
ที่ นครสวรรค์

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:37):
โหหหหหหหห
นี่ไม่ค่อยมีใครเชิญนะ มหาซุบเค

ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:37):
จริงๆ
ก็มีแค่นี้เอง
แต่อัดเก็บไว้หมด
ดูเหมือนเยอะ
แต่มีแค่นี้แหละ
นอกจากนั้น ก็บรรยาย ยัดเยียด ให้เด็กๆในเซนเตอร์

รุ่นน้องชีวะโอลิมปิก พูดว่า (22:37):
สาธุ มากๆเลยนะครับ ขอบคุณมาครับ
สำหรับธรรมะวันนี้

ธรรมะในวันที่แมวเหมียวตาย บทสนทนา MSN ระหว่างครูSup’k กับ นักเรียน

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008

0

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
พี่ซุป ครับแมวบ้านผมตายอะครับ
ผมยังทำใจไม่ได้เลยอะครับ
ขนาดผมก็นั่งสมาธิทุกวันอะครับ อิอิ

ครูSup’kพูดว่า:
น้องเข้าใจผิดนิดหน่อยนะ
เราไม่ได้ฝึกสติ เพื่อให้เป็นคนไม่เสียใจนะ

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
อ่อครับ
แล้วนั่งสมาธิเพื่อ ฝึกอะไรครับ

ครูSup’kพูดว่า:
การนั่งสมาธิ ก็เพื่อให้จิตใจมันหายฟุ้งซ่านลงบ้าง
พอจิตมันเริ่มสงบแล้ว
น้องจะได้เห็นอะไรๆชัดขึ้น

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
อ่อครับ

ครูSup’kพูดว่า:
หลังจาก แมวน้องตาย น้องได้นั่งสมาธิบ้างไหม

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
นั่ง ครับ

ครูSup’kพูดว่า:
ตอนน้องนั่งสมาธิ
น้องเห็นไหมว่า
ทันทีที่จิตเผลอไปคิดถึงแมวที่ตายไป
น้องก็เริ่มเสียใจ เสียดาย
ไม่อยากให้มันตายเลย

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
ใช่ครับ

ครูSup’kพูดว่า:
ตอนที่ยังไม่นั่ง มันก็แค่รู้ๆผิวๆว่า เสียใจใช่ไหม
แต่ไม่ได้เห็น สภาวะจิต ที่ชัดเจนอะไรมากนัก ใช่ไหม

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
ครับ

ครูSup’kพูดว่า:
นี่ไง เรานั่งสมาธิ
เพื่อให้จิตนิ่งขึ้นมาบ้าง
จะได้เห็นอะไร ชัดขึ้น
แต่ เท่านี้ยังไม่พอ

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
ครับ

ครูSup’kพูดว่า:
น้องต้องเรียนรู้เพิ่ม
ดังข้อความต่อไปนี้

โดย พี่ขอถามให้น้องตอบว่า
น้องเห็นไหม ตอนนั่งสมาธิ
น้องก็ต้องการให้จิตมันนิ่งสงบ ไม่ทุกข์ใจใช่ไหม

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
ใช่ครับ

ครูSup’kพูดว่า:
แล้ว หลังแมวตาย
จิตน้องมัน สงบ ตามที่น้อง ต้องการไหมหล่ะ

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
ไม่อะครับ

ครูSup’kพูดว่า:
นี่ไง
น้อง น้องไม่เห็นเหรอว่า
สิ่งทั้งปวง ล้วนเป็นไปตามเหตุ
โดยที่ มีเหตุมากระทบก็เสียใจ
หมดเหตุ ก็หายเสียใจ
บังคับจิตใจ ให้ดีใจทันทีก็ไม่ได้

นี่ไง จิตมันสอนสภาวะธรรมน้องอยู่
ว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นอนัตตา
ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นไปตามเหตุ ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับของเรา

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
อ่อครับ

ครูSup’kพูดว่า:
แม้จิตของน้อง
น้องก็ยังบังคับให้ไม่เสียใจ ก็ไม่ได้

แล้วน้องจะไปบังคับ อะไรได้อีกในโลกนี้
เมื่อถึงวาระของมัน หมดเหตุแห่งอายุขัย แมวก็ต้องตายไปเป็นธรรมดา

เพราะ คนบนโลก
ไม่ได้เคยเรียนรู้ความจริง
ว่า ่ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุ ไม่ได้เป็นไปตามอำนาจบังคับของเรา

เพราะ คนบนโลกนี้ ไม่เคยเรียนรู้มาที่จิตของตัวเอง
ว่า สิ่งใดๆในโลกก็ล้วนเป็นไปตามเหตุ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา อย่างแท้จริง
น้องจึง หลงไปเสียใจ
กับสิ่งที่มันต้องเป็นไปตามเหตุ

เพราะน้องไม่เคยเรียนรู้ ตรงนี้
น้องเลยหลงไปเสียใจ ไปกับ ความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะ การไม่เรียนรู้จิตในแง่อนัตตา นี้
ทำให้ น้องยอมรับความจริงไม่ได้

น้องจึงอยากให้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นเป็นปาฏิหารย์กับเราสักครั้ง
นั่นคือ น้องอยากจะให้แมวอยู่กับเรานานๆ กว่านี้อีกสักนิด

ความอยากนี้เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา
และนำพาความทุกข์มาให้

ดังนั้น เวลาจิตสงบ
ก็ไม่ใช่ให้สงบเฉยๆ
ให้ตามรู้ตามดูสภาวะ
และเรียนรู้ชีวิต ในแง่ อนัตตา (คือ สิ่งทั้งปวงเป็นตามเหตุ บังคับไม่ได้ตามใจอยาก)
โดยที่เรียนรู้ตรงนี้ซ้ำๆ
จนยอมรับความจริงได้
น้องจึงจะทุกข์น้อย หรือ พ้นจากทุกข์ ในวันที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักนะ

น้องปอนด์ปอนด์พูดว่า:
ครับ
เข้าใจแล้วครับ
สบายใจขึ้นแล้วครับ
ขอบคุณครับ

บทสนทนา MSNของครูSup’k กับเด็ก : เวลาสวดมนต์ จิตเผลอไปคิดไม่ดี จะบาปไหม

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008

0

ถึงน้องๆทุกคน

วันนี้พี่เอาบทสนทนา ธรรมะมาโพสให้น้องๆอ่าน

เพื่อให้น้องได้ใช้เป็นแนวทางในการฝึกสตินะ

หากน้องได้ฝึกสติ ตามนี้ น้องจะได้บุญมหาศาล

เพราะบุญคือ ชื่อของความสุข

การฝึกสติ จนเข้าใจชีวิต และยอมรับความจริงได้

มันก็นำพาความสุข ความร่มเย็นในชีวิต อย่างมหาศาลมาให้

พระพุทธเจ้า จึงยกย่องบุญจากการฝึกจิตนี้ ว่า เป็นเลิศ

เป็นมหากุศลที่ไม่ต้องใช้เงินด้วยนะ

ขอให้น้องได้ฝึกตาม และ พัฒนาจิตใจ สะสมบุญอันนี้

เป็นเสบียงตลอดการเดินทางอันยาวนาน ในสังสารวัฎนี้เทอญ

น้องอ๊อก พูดว่า :
พี่ซุบหนูมีคำถามว่าถ้าตอนสวดมนต์เกิดความไม่ดีขึ้นมามันผิดมั้ยคะ ตอบด้วยก้อนะ

ครูSup’k พูดว่า :
ไม่ผิด
จิตจะเผลอไปคิดก็ห้ามไม่ได้
ให้รู้ทัน
และถือโอกาสเรียนรู้ความเป็นอนัตตานั้น

น้องอ๊อก พูดว่า :
แต่ตอนนั้นมันสวดมนต์นี่นา

ครูSup’k พูดว่า :
ก่อนอื่น ต้องขอให้น้องเข้าใจคำแปลของคำว่า อนัตตาก่อน
อนัตตามีสองความหมายนะ

อนัตตา แปลว่า บังคับไม่ได้เพราะเป็นไปตามเหตุ
อนัตตา แปลว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของเรา
การที่เราสวดมนต์อยู่
เราก็อยากเป็นคนดี คิดดี จิตสงบ จริงไหม
แต่ อยู่ๆจิตมันก็เผลอไปคิดเอง
แสดงให้เห็นว่า เราสั่ง จิต บังคับจิตไม่ได้จริง
นั่นคือ จิตเป็นอนัตตา

ครูSup’k พูดว่า :
จิตมันไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับของเรา
หากเราได้เรียนรู้ตรงนี้
ว่า จิตเป็นอนัตตา
เราก็จะเห็นบ่อยๆ
เลยว่า จิตมันดื้อเนอะ
อยากให้มันคิดดี
มันก็ชอบคิดร้าย
อยากให้มันสงบ
มันก็ชอบฟุ้งซ่าน
เรียนรู้ซ้ำๆ ในความบังคับไม่ได้
เรียนรู้ซ้ำๆในความดื้อตรงนี้

ครูSup’k พูดว่า :
ถามว่า เรียนรู้แล้วได้อะไร
คำตอบคือ
ก็ในเมื่อจิตมันดื้อ ออกอย่างนี้
เราอยากสุข เราก็สั่งมันไม่ได้
มีเหตุก็สุข หมดเหตุก็หายสุข
อยากให้สุขนานๆ ตลอดกาล ตามใจอยากก็ไม่ได้
จิตมันดื้อ แสนดื้อ
แต่ เราก็ยังรัก หวงแหนจิต
ยังอยากให้จิตมีความสุข
จิตมันดื้อจะตาย จิตมันเหมือนเด็กดื้อ

ครูSup’k พูดว่า :
จิตไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับของเรา
แล้วเรา ยังจะไป ทำอะไรๆ เพื่อสนองให้จิตมันสมหวังพอใจอีกเหรอ
ที่ผ่านมา เราทำทุกวิถี เพื่อให้จิตมันสมหวัง
เรา อยากฟังคำชมเยอะๆ ก็เพื่อให้จิตมันพอใจ
เราอยากมี มือถือใหม่ๆ ก็เพื่อให้ จิตมันดีใจ ให้จิตมันภูมิใจ

ครูSup’k พูดว่า :
เราอยากให้เพื่อรักเรา ก็เพราะ อยากให้จิตของเรามีความอบอุ่น
เราทำทุกอย่างเพื่อให้จิตมันมีความสุขถาวร
เราพยายามปนเปรอจิต ทุกวิถีทาง ด้วยความเหนื่อยแสนเหนื่อย
เราทำทุกอย่างให้กับจิต จนกระทั่ง บางครั้ง เราทำไม่ได้ดั่งหวัง เราก็ทุกข์จะตาย
เราทุกข์เพราะจิตมามากต่อมากแล้ว
ทั้งๆที่จิตเป็นอนัตตา จิตไม่อยู่ในอำนาจของเรา จิตมันดื้อแสนดื้อ
เมื่อเห็นความจริงซ้ำๆอย่างนี้แล้ว
ว่า ขณะสวดมนต์อยู่ เราอยากสุข อยากสงบ อยากคิดดี
แต่จิตมันก็ดื้อ เผลอไปคิดไม่ดีได้เอง
มันดื้อ ออกอย่างนี้แล้ว
เมื่อเห็นอย่างนี้ซ้ำๆแล้ว

ครูSup’k พูดว่า :
เมื่อเรียนรู้อย่างนี้ซ้ำๆแล้ว
ก็ควรที่จะมี ดำริ
ควรมีความคิด ริเริ่มที่จะคลาย ความรักความหวงแหนจิตสักกะที
ควรจะมีความริเริ่มที่จะ คลายความยึดมั่น ถือมั่น ทำทุกอย่างเพื่อตัวกู ของกู เพื่อจิตของกูสักกะที
วันใดที่น้องเรียนรู้ จนเห็นอนัตตา ความดื้อของจิตซ้ำๆ

ครูSup’k พูดว่า :
จนกระทั่งคลายความรัก ความเห็นแก่ตัว ความหวงแหนในจิตของตนได้นะ
วันนั้นน้องก็ปล่อยวาง
ยอมรับความจริง
เป็นอิสระ
พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เมื่อนั้น
จบ

น้องอ๊อกพูดว่า :
แล้วถ้าเกิดจงใจคิดไม่ดี อย่างนี้เรียกว่าอนัตตารึป่าว

ครูSup’k พูดว่า :
ถ้าจงใจคิด
น้องไม่กลุ้มหรอก
เพราะ หากน้องอยากคิดไม่ดี
เหมือนเช่น พวกโจรผู้ร้าย
เวาลาที่โจรไปปล้นใคร มันอยากทำชั่ว ตอนทำมันไม่ค่อยกลุ้มหรอก

แต่นี่น้องไม่ได้จงใจ
แต่จิตน้องคิดไปเอง ไหลเรื่อยๆ ตามความเคยชิน
ดังนั้นไม่เป็นไร
แค่รู้ทัน และเรียนรู้ ความเป็นอนัตตาของจิต
ถือโอกาสเรียนรู้ไปเลย

น้องอ๊อกพูดว่า :
หนูมีปัญหาถามพี่เพิ่มเติม
งั้นขอเรียบเรียงแป๊บนะ

น้องอ๊อกพูดว่า :
ปัญหาคือ เมื่อก่อน หนูฝึก กำหนด
หนูก็กำหนดทันทุกอย่างเลย แต่ก็เครียดเหมือนกัน
ยิ่งบางครั้ง หนูกำหนดแล้ว กิเลสไม่ดับ หนูก็เครียดและท้อยิ่งขึ้น

ทีนี้พอหนูมาฝึกแบบตามรู้
หนูก็ปล่อยเลย ปล่อยหมดทุกอย่าง
ไม่ว่า จิตมันจะจงใจหรือไม่ ก้อตามหนูปล่อยหมดเลย
แล้วปัญหามันก็เกิดกลายเป็นว่าหนูก้อเลยไปเลยไม่กลัวอะไรเลย แล้วก็ไม่ค่อยพัฒนาอะไรด้วย

ครูSup’k พูดว่า :
เป็นเรื่องปกติ
คนทั่วไป
เวลา กำหนด ก็จะตึงเกินไป
เวลาปล่อย ก็หย่อนเลย
ปุถุชน ฝึกใหม่ ก็อย่างนี้

ครูSup’k พูดว่า :
จริงๆแล้ว
ชอบแบบไหน
ก็ใช้แบบนั้น
จะกำหนด หรือ จะปล่อยก็ได้
หรือใช้คู่กันก็ได้
เพราะว่า น้องจะบังคับให้กลาง ตอนนี้ยังไม่ได้หรอก
เพราะน้องยังไม่ได้เป็นพระอริยะ

ครูSup’k พูดว่า :
ตัววัดที่แท้จริง คือ
การฝึกแบบใด
ทำให้ กุศลเจริญขึ้น
ทำให้อกุศลลดลง
และก็ไม่ทำให้จิตเคร่งเครียดจนจะบ้า
และฝึกแล้วทำให้จิตใจมัน บริสุทธิ์ โล่งๆ ร่มเย็น ปล่อยวางได้
ก็ใช้การฝึกแบบนั้นนั่นแหละ
ดังนั้น จะกำหนด บ้างก็ได้ เพราะ การกำหนดมันก็เหมือนการฝึกซ้อมสติในรูปแบบ
แม้จะตึงเกินไปนิดๆก็ไม่เป็นไร แต่ต้องกำหนดด้วยความเข้าใจนะ
ว่า เราจะ กำหนด เพื่อฝึกซ้อม
ไม่ได้จะ กำหนด เพื่อให้กิเลสดับทุกครั้ง

เราต้องเข้าใจนะว่า
เราจะกำหนดเพื่อ นำร่อง ฝึกฝนให้จิต มันรู้จัก ตามรู้ ตามดู สภาวะ
เราจะกำหนดเพื่อ นำร่อง ฝึกทักษะให้จิต มันรู้จัก เรียนรู้ สภาวะ ตามความเป็นจริง

แต่หากกำหนด จนตึงจนเครียดแบบไม่ไหวแล้ว
ก็ต้องเข้าใจแล้วนะว่า ต้องปล่อยบ้าง ต้องสลับไปสลับมา
และ ต้องคอยcheckความเข้าใจในการฝึกสติบ่อยๆว่า
การฝึกของเรายังคงเป็นสัมมาทิฎฐิอยู่หรือเปล่า
เพราะ หากฝึกด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ฝึกอย่างมีสัมมาทิฎฐิ มันจะไม่ตึงเครียดจนบ้าหรอก
ถ้าฝึกอย่างถูกต้อง ด้วยความเพียร มันจะก้าวหน้าเป็นลำดับ

ครูSup’k พูดว่า :
ครูบาอาจารย์สอนพี่มาว่า

หลักการไม่ได้อยู่ที่ว่า กำหนดหรือปล่อย
แต่อยู่ที่ว่า
ฝึกยังไง ให้ กุศลเจริญขึ้น อกุศลลดลง และ มีจิตใจที่โล่ง โปร่ง เบา ปล่อยวาง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน ไม่เครียดเกิน

ซึ่งวิธีการฝึก มี 3 คำ นะคือ ฝึกด้วยสติ ฝึกด้วยความเข้าใจ และ ฝึกด้วยความเพียร

ขอย้ำนะ ต้องมีความเพียรนะ ไม่ใช่ปล่อยจิต ปล่อยใจตามกิเลสนะ
การตามรู้ดูจิต มีงานต้องทำ คือ ต้องเรียนรู้กิเลสนะ

แต่เราไม่ได้ไปห้ามกิเลสที่เกิดในจิตใจ เพราะนั่นคือการตึงเกินไป
แต่ก็ต้องไม่ผิดศีล5 ทางกาย กับ วาจา
และต้องมีสัจจะในการปฏิบัติในรูปแบบ เช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิให้เป็นเวลา

แต่ในขณะที่ฝึกสติ ทั้งการฝึกในรูปแบบหรือในชีวิตประจำวันนั้น
หากน้องมีกิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ ก็ให้ตามเรียนรู้มันไป

ต้องเรียนรู้นะ
ไม่ใช่ เอะอะอะไร ก็ปล่อยตามสบาย จะมีกิเลสก็ไม่เป็นไร
ไม่ใช่ เอะอะอะไร ก็ใช้ชีวิต ตามกระแสกิเลสก็แล้วกัน
การกระทำที่ปล่อยใจตามกระแสกิเลส นั่นคือ การหย่อนเกินไปนะ ไม่ใช่การตามดูจิตที่แท้จริง

ดังนั้น ปุถุชนอย่างเราๆ มีงานต้องทำนะ
คือ ต้องตามเรียนรู้ชีวิตในแง่ไตรลักษณ์ จนเข้าใจความจริงและปล่อยวางคลายความยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง

น้องอ๊อกพูดว่า :
หนูขอคัดลอกนะ เอาไว้ทบทวนวันหลัง

ครูSup’k พูดว่า :
พี่ก็ขอคัดลอกเหมือนกัน
เผื่อไปโพสให้คนอื่นๆได้อ่าน

น้องอ๊อกพูดว่า :
เย้
อะฮะ

น้องอ๊อกพูดว่า :
วันนี้พอแค่นี้หละค๊าบ
มีปันหาอีกเยอะ
เดี๋ยวพี่จะตอบไม่ไหว
ขอบคุณมากค่ะ

แม่ผมไม่อยากให้เข้าหมอ บทสนทนาของพี่ซุป

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008

0

cu พูดว่า (17:57):
พี่ซุป รึเปล่าครับ สวัสดีครับ
cu พูดว่า (18:12):
พี่ซุปครับ มีปัญหาเกี่ยวกับ การปฎิบัติทางธรรม อยากรบกวนพี่ซุป เปนที่ปรึกษาให้หน่อยครับ ถ้าพี่ว่างโปรดทักด้วยนะครับ
Sup’k พูดว่า (18:40):
ได้
cu พูดว่า (18:41):
สวัสดีครับพี่ซุป
Sup’k พูดว่า (18:42):
ถามมา
cu พูดว่า (18:43):
พอดี เคยลองใช้วิธีแบบ สติปัฎฐาน 4 แบบดูรุ้กาย นะครับ คือ เคยศึกษาเล็กๆน้อยมานะครับ ก็ลองทำเกือบ ทั้งวัน ตอนเดิน ตอนกินก็รุ้ แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เปนทุกข์มาก แต่ทำไมมันตามรุ้ไม่ทันเลยครับ
cu พูดว่า (18:45):
เล่าตั้งแต่แรกเลยครับ คือผมสอบติดแพทย์มหาลัยแห่งหนึ่งนะครับ พี่
แล้ว คือ พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เรียน ที่นั้น
เขาบอกให้ผมสอบใหม่
Sup’k พูดว่า (18:46):
แล้ว
cu พูดว่า (18:46):
คือผม เฉยๆนะครับ ให้สอบใหม่ก็ได้
Sup’k พูดว่า (18:46):
อืม
ต่อๆ
cu พูดว่า (18:47):
แต่นี้เปนการสอบอีกครั้งแล้ว แล้วทำให้พ่อแม่ไม่ได้สักที แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ
Sup’k พูดว่า (18:48):
ต่อๆ
cu พูดว่า (18:50):
คือลืมเล่าอีกเหตุกานคับ คือวันนั้นที่ผมคิดดูว่าจะสอบใหม่หรือจะเรียนไปเลย (พ่อแม่ก็ให้ผมเลือกนะคับ) แม่ก็อยู่คุยด้วย สักพักแม่ก็ร้องไห้ แล้วก็บอกว่า ไม่เอาก็ไม่ต้องเอาแล้ว แล้วผมก้ตกใจ ว่าแม่ไม่เคยเปนแบบนี้มาก่อน
cu พูดว่า (18:51):
จนตั้งแต่วันนั้น ก็ จำภาพนั้น แล้วบางเวลา ก็ฉุกคิดขึ้นมา จนบางครั้งหนักๆมาก ก็ร้องไห้ อยู๋คนเดียว บ่อยๆคับ ไม่รุ้จะทำไง
Sup’k พูดว่า (18:52):
อืม
cu พูดว่า (18:52):
คือ ถ้าสอบใหม่ ก็ต้องทนสภาพ ระหว่างสอบใหม่ แต่ถ้าไปเรียน แม่ก็ไม่อยากให้ไป
Sup’k พูดว่า (18:52):
เรื่องราวซับซ้อน แต่แสนง่าย
เคยถามแม่หรือเปล่า
Sup’k พูดว่า (18:53):
ว่า ทำไมไม่อยากให้ไป
cu พูดว่า (18:54):
แม่ก็บอกว่า มันอันตรายนะครับ (เหตุกานไม่สงบไม่รุ้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น )แล้วแม่ก็บอกว่า long term 6ปี ที่นั่น แม่ไม่อยากให้ไป เพราะเขาก็บอกว่า เวลาเหนื่อยๆ ตรวจคนไข้ แล้วพักกลับมาบ้าน ก็ไม่ได้ กว่าจะกลับคงหลายเดือน ( และผมก็คิดอย่างนั้นก็ในใจ )
Sup’k พูดว่า (18:55):
ดีๆ
งั้น พี่ก็รู้แล้วหล่ะ
ว่า แม่น้องรักน้องมาก
จนยอมสละหมอได้
Sup’k พูดว่า (18:56):
น้องรู้ไหมว่า
มันอันตรายจริงๆ
น้องชายพี่
เป็นหมอทหาร
ช่วยชาวบ้าน
ถูกลอบวางระเบิด 3 ครั้ง
ครั้งสุดท้าย รถคันหน้าของลูกน้องตาย
ส่วนอีกสองครั้งที่รอดมาได้
cu พูดว่า (18:56):
-*-
Sup’k พูดว่า (18:56):
ก็เพราะว่า
ชาวบ้าน เขารักหมอ ก็เลย แอบมาบอกความลับก่อน
หมอก็เลยรอด
Sup’k พูดว่า (18:57):
หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด มากู้ทัน
เป็นไง
cu พูดว่า (18:57):
-*-
Sup’k พูดว่า (18:57):
ได้รับข้อมูลแบบนี้แล้วกลัวหรือยัง
cu พูดว่า (18:58):
กลัวคับ แต่ คือ ตอนนี้ระยะเวลาที่จะทนได้ภายใน หลายเดือนเกือบปี ที่จะสอบใหม่นะครับ บางเวลา ผมแอบคิดว่า เอ่ ทำไมเราต้องเสียเวลากับมันหลายปี แล้วที่ได้มา แล้วเรียนจบ แล้วยังไงต่อ แล้วบางครั้งก็คิดถึงว่า เราเกิดมาเปนมนุษย์เพื่ออะไร เพื่อช่วยเหลือคนทำความดี
cu พูดว่า (18:59):
คือบางครั้ง ลอง คิด ณ ปัจจุบัน
ไม่พยายามคิดถึงอนาคต
ไม่คิดถึงอดีต
Sup’k พูดว่า (18:59):
อืม
คิดได้ดี
ต่อๆ
Sup’k พูดว่า (19:00):
พี่อยากฟังทัศนคติของน้อง
cu พูดว่า (19:00):
“แล้วไงต่อ แล้วแก่แล้วจะอยู่กับใคร ใครจะเลี้ยงถ้าเดินไม่ได้ แล้ว แม่ละ แล้วจะมีแฟนไหม ( จิตมันไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หนีเตลิดไปหมดแล้วคับ)
Sup’k พูดว่า (19:01):
พูดมาอีก
cu พูดว่า (19:01):
คือ จุดมุ่งหมายของผม คือ การสอบติดแพทย์ แล้วผมชอบสอน หนังสือ กะว่า จะนำเงิน คืนแม่ พ่อ ให้ได้ ภายในอายุน้อยๆ
cu พูดว่า (19:02):
แต่ กลับกลายเปนว่า สอบติดที่ไกลๆ
เรื่อง ส่วนตัวก็ต้องช่วย ตัวเอง ไม่มีใครพึ่ง ไหนจะหลายๆอย่าง คงจะสอนไม่ได้ แล้วบวกกับไม่ได้จะเรียนที่นั่นแล้วด้วย ก็มาคิดต่อว่า นี่เราเสียเวลาหลายปีแล้วนะ
cu พูดว่า (19:03):
เนี่ยแหละครับ
Sup’k พูดว่า (19:03):
โอเค
ปัญหาที่ง่าย
กลายเป็นเรื่องซับซ้อน
Sup’k พูดว่า (19:04):
เพราะ ดันมา ความอยาก (ตัณหา) , ทิฎฐิ (ทำเพื่ออัตตา ตัวกูของกู ความคิดของกู)
เพราะมี ตัณหา และ ทิฎฐิ ทำให้เรื่องมันซับซ้อน
ดังนั้น
วางสองตัวนั้นทิ้งไปก่อน
แล้วถามว่า
หากน้อง อ่านหนังสือ เพื่อเตรียมสอบแพทย์ใหม่
Sup’k พูดว่า (19:05):
น้องคิดว่า น้องจะสามารถ up คะแนนได้ไหม
ตอบมาก่อน
ทีละคำถาม
cu พูดว่า (19:05):
ผมว่าได้ครับ
Sup’k พูดว่า (19:05):
ถ้าได้
ด้วยความเหนื่อยมากไหม
cu พูดว่า (19:06):
ไม่เหนื่อยถ้าเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ แต่อาจจะหเนื่อยถ้าฟุ้งซ่านบ่อยๆ จนไม่ทัน
Sup’k พูดว่า (19:06):
ok
ถ้างั้น
ง่ายจะตาย
Sup’k พูดว่า (19:07):
การเตรียมตัวสอบ
โดยที่ ไม่ต้องเรียนในห้องเรียนปกติ
คือ เรียนพิเศษอย่างเดียว
ไม่ค่อยเหนื่อยหรอก เพราะว่า ไม่ค่อยมีรายงาน มากนัก
ดังนั้นแล้ว
Sup’k พูดว่า (19:08):
ทางที่น้องคิดว่า ตัน ก็เปิดออกให้น้องได้ มีทางเลือกแล้ว
ต่อไป
ความฟุ้งซ่าน ที่เป็นส่วนเกินของปัญหา
มันแก้ง่ายจะตาย
หากมั่นใจว่า มีโอกาส up คะแนนขึ้น
มีโอกาสสอบติด
Sup’k พูดว่า (19:09):
คะแนนo net ก็เกินอยู่แล้ว
ก็ เลือก สอบใหม่
ก็จบ
เรียน เพื่อ เรียนรู้
ไม่ใช่เรียนเพื่อความอยาก
แล้วน้องยังมีข้อใดที่ยังแก้ไม่ตกอีก
Sup’k พูดว่า (19:10):
ตอนนี้น้องอยู่คณะไหน
cu พูดว่า (19:10):
ไม่มี ที่อยู่แล้วครับ
Sup’k พูดว่า (19:11):
งั้นก็ดี
พ่อแม่ เลี้ยงน้องไหวไหม น้องมีฐานนะทางบ้านเป็นไง
cu พูดว่า (19:11):
พ่อบอกว่า ไหวคับ แล้วพ่อก็บอกอยากให้อยู่จุฬา แพทย์ แล้วคือผมก็เก็บมาคิดมาเปนแรงผลักดัน แต่ผลักไปผลักมา จนมาเปนทุกข์แทน
Sup’k พูดว่า (19:12):
ทุกข์เพราะกลัวสอบไม่ติดใช่ไหม
cu พูดว่า (19:12):
ช่ายคับ
Sup’k พูดว่า (19:12):
แล้วหากสอบไม่ติด ปี 2555
เขาให้สอบได้อีกไหม
cu พูดว่า (19:12):
เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ไม่บังคับเรียน ไม่บังคับอะไรทั้งนั้นเลยคับ
เขาก็แนะว่า ถ้าเอกชนก็เรียนได้นะ
Sup’k พูดว่า (19:13):
หมายถึง หมอ เอกชนเหรอ
cu พูดว่า (19:13):
คับ แต่ แม่ก็บอกว่า น่าจะให้ลองสอบ อีกรอบก่อน
Sup’k พูดว่า (19:13):
อืม
Sup’k พูดว่า (19:13):
น้องอยากให้พ่อแม่มีความสุข ด้วยการหาเงินมาคืนท่านเร็วๆใช่ไหม
cu พูดว่า (19:13):
ใช่เลยคับ
Sup’k พูดว่า (19:13):
555+
Sup’k พูดว่า (19:14):
น้องเคยถาม พ่อแม่ไหมว่า ความสุขของพ่อแม่ คืออยากได้อะไร
หากน้อง บังคับให้เสือ กินผัก เพื่อมีวิตามิน
น้องคิดว่า เสือจะมีความสุขเหรอ
cu พูดว่า (19:14):
พ่อแม่ของผมก็คงเห้นลูกมีความสุขเฉยๆแหละคับ แต่ผม เห้นญาติ เขาเอาเงินเดือนมาให้แม่เขา แล้วมันรุ้สึกปลาบปลื้มยังไงไม่รุ้คับ
Sup’k พูดว่า (19:15):
น้องเห็นไหม
cu พูดว่า (19:15):
เลยอยากทำบ้าง
Sup’k พูดว่า (19:15):
น้องมีความคิดดีๆ อยากรีบตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
แต่เห็นไหมว่า
คนดี ที่ติด ความคิดอยากดี
มันก็ทุกขฺ์แบบคนดีๆ
ผู้ฝึกปฏิบัติธรรม
เราไม่ได้ฝึกเพื่อจะได้เดินจงกรมให้ได้ระยทางไกลๆ
Sup’k พูดว่า (19:16):
หรือ เข้าสมาธิให้ได้นิ่งๆถาวร นะ
แต่เราฝึกทุกอย่าง
ทำทุกอย่าง
เพื่อจะให้เข้าใจ แค่อย่างเดียว
ว่า การไปยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมนำความทุกข์มาให้
หากเข้าใจตรงนี้แล้ว
จะได้มองโลกด้วยข้อมูล และ เหตุผล
Sup’k พูดว่า (19:17):
โดยไม่ใช้อารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง
น้องไม่ต้องไปทำลาย อะไรเลย
น้องแค่ เรียนรู้ซ้ำๆว่า ไอ้ความคิด อยากหาเงินมาให้พ่อแม่เร็วๆ
cu พูดว่า (19:17):
พี่ซุปคับ ยังแยกไม่ออกว่า ถ้าไม่ยึด แล้ว มันต่างอะไรกับ ไม่มีจุดมุ่งหมาย ยังไงอ่ะคับ งงคับ
Sup’k พูดว่า (19:17):
เดี๋ยวตอบให้
แต่ฟังต่อก่อน
น้องแค่ เรียนรู้ซ้ำๆว่า ไอ้ความคิด อยากหาเงินมาให้พ่อแม่เร็วๆ
Sup’k พูดว่า (19:18):
ตามความเชื่อ ว่า ถ้า ได้สิ่งนี้มาแล้ว คงดี คือ ได้ เงินเดือนเร็วๆ เพื่อตอบแทนพ่อแม่ได้เร็วเหมือนที่ลูกคนอื่นเขาทำ
แล้วคงดี
ไอ้ความเชื่อ ที่น้องคิดว่า ดี เป็นความมุ่งมั่น และศรัทธา ในแนวทางนี้มาตลอด
วันนี้
ความเชื่อดังกล่าว นำความทุกข์ และทางตันมาให้น้อง
Sup’k พูดว่า (19:19):
ทางตัน ของเรื่องที่ไม่น่าจะมีอะไร
เช่นนี้
ดังนั้น
การมีจุดมุ่งหมาย การยึดมั่นในความสำเร็จบางอย่าง
มันก็ดี แหละ
แต่สุดท้ายแล้ว หากเรา ไม่รู้จักปล่อยวางให้เป็น
ไม่เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง
ความเชื่อ ความมุ่งมั่นดังกล่าว จะนำความทุกข์ มาให้น้อง
Sup’k พูดว่า (19:20):
ดังนั้น
เราต้องมาปรับความมุ่งมั่นใหม่
เป็นมุ่งมั่นทำเหตุให้ดีที่สุด เพื่อ สงเคราะห์โลก สงเคราะห์ครอบครัว
หากไม่มีอัตตา เข้าไปเจือปนสักนิดนะ
ความทุกข์จะหล่นไปได้เยอะ
เช่นพระพุทธเจ้า
ท่านก็มีเมตตา อยากให้สัตว์โลก พ้นทุกข์
Sup’k พูดว่า (19:21):
ท่านก็เพียรทำเหตุ คือ สั่งสอน สัตว์โลก
พักแต่น้อย แต่พอเพียง
นอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง อย่างมีคุณภาพ เพราะนอนด้วยสมาธิ
แล้ว ก็ไม่ขี้เกียจ แบบเราๆ หมายถึงเวลาตื่นก็ตื่น ไม่มัวแต่งัวเงีย
แล้วท่านก็ไปสั่งสอนคน
สอนได้แค่ไหน ก็แค่นั้น
Sup’k พูดว่า (19:22):
ท่านไม่เคยทุกข์ว่า แย่จังวันนี้สอนได้น้อย
คือท่านทำเหตุคือ ไม่ขี้เกียจตื่น แล้วท่านก็สอนด้วยใจเมตตา
ท่านสอนเพื่อหวังให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
ไม่ใช่สอนเพื่ออัตตา ให้กูดัง กูเด่น
ท่านจึงไม่ได้ทุกข์ร้อนไง
แล้วดูผลสำเร็จสิ
ศาสนาของท่าน กว้างไกล
Sup’k พูดว่า (19:23):
คนรู้ตื่น พ้นทุกข์กันเยอะ
พุทธบริษัทของท่าน มีระบบการบริหารจัดการที่ดีเลิศ
อยู่กันอย่างร่มเย็น
นี่ไง
คือ การ ทำงาน แบบมีจุดมุ่งหมาย เพื่อสงเคราะห์โลก สงเคราะห์ผู้อื่น
และไม่ข้องติด กับการยึดมั่นถือมั่นกับความคิด ความอยากของตน
ดังนั้นแล้ว
Sup’k พูดว่า (19:24):
สำหรับมนุษย์ปุถุชน อย่างเราๆ
จะมีความอยากบ้าง ถูกความโลภเข้าครอบงำบ้าง
ก็ไม่เป็นไร
แต่อย่านึกว่า ไม่มีการดำเนินงานที่ทำให้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
มันมีจริงๆ คือ การทำงาน ยิ่งใหญ่ เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่สนองอัตตา ตัวเอง
Sup’k พูดว่า (19:25):
ตอนนี้
น้องต้องมาทบทวนชีวิตแล้วว่า
ความมุ่งมั่นในการ จะรีบหาเงินนั้นเป็นเรื่องที่ดี พี่สรรเสริญ
แต่การยึดในความคิดนั้น มากเกินไป ก็ควรปล่อยบ้าง
สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า ความคิดติดอยากดีของน้อง เริ่มไม่เข้าท่าแล้ว
Sup’k พูดว่า (19:26):
คือ ตอนนี้ ความคิด ความวาดฝันที่น้องคิดไว้ มันกำลังจะนำความทุกข์มาให้
เหมือนน้องหมดทางไป ทั้งๆที่ ทางออกมีตั้งเยอะ
เช่น
กระทรวงก็ให้โอกาส สอบใหม่ได้เรื่อยๆ (นี่คือข้อเท็จจริง ที่ไม่ได้ใช้อารมณ์)
Sup’k พูดว่า (19:27):
น้องมีเวลาเตรียมตัวสอบเพิ่มขึ้น (นี่คือ ข้อเท็จจริง ที่ไม่ได้ใช้อารณ์)
พ่อแม่น้องมีปัญญาเลี้ยงน้อง ส่งน้องเรียนแม้กระทั่งมหาลัยเอกชน (นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ได้ใช้อารมณ์ตัดสิ้น)
น้องประเมินความสามารถตัวเองแล้วว่า หากมีเวลาอ่าน ก็น่าจะทำคะแนนได้ดีขึ้น (นี่คือข้อเท็จจริง)
Sup’k พูดว่า (19:28):
พ่อแม่น้องมีทางออกแล้วว่า หากไม่ติดจริงๆก็ส่ง เรียน แพทย์เอกชน(นี่คือข้อเท็จจริง)
เห็นไหมว่า ทางออกก็มี
แผนสำรองก็มีครบ
กระทรวงก็ให้โอกาส
เวลาก็มีตั้งเยอะ
ทำไมน้องจะไม่ลองสอบใหม่
ก็เพราะมันติดแค่อย่างเดียว
คือ ติดที่ทิฎฐิความคิดของน้องว่า ชีวิตของฉัน มันน่าจะเป็นแบบนี้
มันน่าจะเรียนแพทย์สักที
Sup’k พูดว่า (19:29):
มันไม่น่าจะเคว้งคว้าง
เพราะการเคว้งคว้าง มันทำให้ฉัน รู้สึก ไม่กล้าสู้หน้าเพื่อน
cu พูดว่า (19:29):
ครับ ใช่เลยครับ
Sup’k พูดว่า (19:29):
เพราะการเคว้างคว้าง มันำให้ฉันไม่ สามารถ หาเงินตอบแทนพ่อแม่ ได้เร็วเหมือนที่คนอื่นเขาทำ
น้องเห็นไหมว่า
Sup’k พูดว่า (19:30):
ความอยาก ของน้องมันปิดบัง ทางออก ทางเผื่อเลือก แผนสำรอง ที่กระทรวง และพ่อแม่มอบให้มากมาย
ความอยากทำตามทิฎฐิและชีวิตที่วาดหวังไว้ของน้อง มันทำให้น้องเลือกไม่ถูก ว่า ควรเดินทางไหนดี
Sup’k พูดว่า (19:31):
ความอยากทำตามความฝันในแผนชีวิตของน้อง มันทำให้น้องลืม คุณค่าแท้ คือ ความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆพ่อแม่
ความอยากทำตามความฝันของตนเอง ทำให้น้องเอาความสุขของน้องคือการได้หาเงินเร็วๆ ไปยัดเยียดว่า
นี่ไง คือความสุขของพ่อแม่
โดยน้องไม่ฟัง เสียงร่ำร้อง ของพ่อแม่เลยว่า พ่อแม่หวังแค่ให้น้องปลอดภัยและอยู่ใกล้ๆ
ความอยากทำตามความฝันของน้อง มันนำความทุกข์ มาให้
Sup’k พูดว่า (19:32):
ตัดตัวนี้ไป ตัดตัว ความวาดฝัน แล้วหันมา เผชิญหน้ากับความจริง
cu พูดว่า (19:32):
โหพี่ซุปคับ ใช่เลยคับ
Sup’k พูดว่า (19:32):
แล้วน้องจะพบแต่ทางออก
พี่นะ
ยอม ไม่เข้ามหาลัยหนึ่งปีนะ
เพราะพี่รู้แล้วว่า ความสุขแท้คืออะไร
Sup’k พูดว่า (19:33):
เพื่อนๆจะเข้าไปก็ช่างเขาสิ
หากเพื่อนเขารักเราจริง เขาต้องเข้าใจเรา
เพื่อนคนไหนที่หัวเราะเยาะ ก็เลิกคบ
เพราะมันเป็นเพื่อนไม่แท้
พี่พูดก็เพื่อนให้น้อง
ได้หันมามองความจริง
เพราะการเรียนรู้ความจริง กล้าเผชิญหน้ากับความจริง
Sup’k พูดว่า (19:34):
จนเห็นต้นเหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา และทิฎฐิ แบบที่พี่มาเฉลยให้น้องฟัง
นั่นคือการเจริญสติสัมปชํญญะ
เราเดินจงกรม ก็เพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ที่พี่พูด
ไม่ใช่เดินจงกรม ไปเถิด แล้ววันหนึ่งมันจะคลายทุกข์
เป็นไงหล่ะ เดินมาเยอะแล้วหนิ พอโดนปัญหาหนักๆก็สู้ไม่ไหว
เพราะเดินผิดวิธี
ผิดเพราะคิดว่า จะเดินเอาดี เอาสงบ
Sup’k พูดว่า (19:35):
เดินอะไร
เดินแบบไม่เรียนรู้ความจริง ไม่รู้ทันความโลภ ไม่รู้ทันความอยาก
ไม่รู้ทัน คุณค่า เทียม
ไม่รู้ทัน ความยึดกระแสโลก กระแสอายเพื่อน จอมปลอม
แล้วจะเดินจงกรม เพื่อพ้นทุกข์ได้ยังไง
ดังนั้นต่อจากนี้ไป
ให้หันกลับมาเรียนรู้ความจริง
Sup’k พูดว่า (19:36):
จะได้อ่านหนังสือให้เต็มที่ ด้วยความไม่กังวล
หากอยากตอบแทนพ่อแม่ อย่าตอบแทนในแนวทางที่ตัวกูของกู คิดเอาเอง
เขาอยากได้ ลูกใกล้ๆ
พ่อแม่ไม่อยากทุกขืใจ คอยเป็นห่วง ตลอดหกปี
มีพ่อแม่ อย่างนี้ ที่ยอมเหนื่อย ยอมส่งลุกเรียน มหาลัยเอกชนก็ได้
ก็ดีแค่ไหนแล้ว
Sup’k พูดว่า (19:37):
มีความรัก อย่างนี้ หัดดูแล และ รักษาไว้ให้ดี
อย่าให้วันเวลาเหล่านี้มันผ่านไป
จำไว้
จงเรียนรู้เพื่อที่จะใช้ชีวิตให้เป็น มีชีวิตอยู่โดยใจไม่เปื้อนทุกข์ นั่นคือชาวพุทธที่แท้จริง
จบ ธรรมกถา
Sup’k พูดว่า (19:38):
ชื่อว่า แพทย์ภาคใต้ธรรมกถา
สงสัยอะไรอีกไs,
ตกลงเรื่อง เรียน นี่ แก้ปัญหาได้ยัง
cu พูดว่า (19:43):
อ่อได้แล้วคับ พยายาม ตั้งจุดมุ่งหมาย โดยไม่ใส่อัตตา ลงไป
Sup’k พูดว่า (19:43):
ดีๆ
พี่จะขอ เอาบทสนทนา
แล้ว เรื่อง มหาลัย นี้
จะ เผยแพร่ได้ไหม
mc พูดว่า (19:44):
อ่อได้เลยคับ
ขอบคุณมากนะครับ

เหตุจากใบปลิว + ทำไมแม่รักหนูไม่เท่ากับพี่น้องคนอื่น

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008

0

น้องเคโระ พูดว่า:
พี่ซุป
ขอถามไรหน่อยดิ
เมื่อวันก่อนไปสนามหลวงมาอ่ะ
แล้วเขาแจก
ใบปลิวเกี่ยวกับธรรมะมาอ่ะ
มันเขียนว่า
ทำบาปโดยไม่รู้ บาปหนักกว่ารู้แล้วยังทำ
มันหมายความว่าไงอ่ะ
งงอ่ะ
ช่วยอธิบายหน่อยดิค่า

ครูSup’k พูดว่า:
ดีครับ

น้องเคโระ พูดว่า:
เย้ๆ

ครูSup’k พูดว่า:
ไม่หรอกน้อง
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น
ท่านสอนว่า
เจตนา คือ ตัวกำหนด กรรม
หากไม่เจตนา ก็ไม่บาปเลย

น้องเคโระ พูดว่า:
แต่ในใบปลิวนั้นมันบอกว่าบาปกว่านะพี่
เขายกตัวอย่างว่า
สมมติเรากินน้ำร้อน
ถ้าเรารุ้ว่าร้อนก็จะเป่าก่อนแล้วค่อยกิน
ทำให้ไม่ร้อน
แต่ถ้าไม่รู้ก็จะร้อนกว่าอ่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
มี 2 กรณีนะ คือ

1. ในใบปลิว เขียนผิดจากที่พระพุทธเจ้าสอน
หรือ 2. น้องอาจจะเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อผิด

ครูSup’k พูดว่า:
พี่จะขยายความให้ฟังดังนี้

ในใบปลิว เขาพูดถึง ความไม่รู้ (อวิชชา)
ว่า เป็นต้นเหตุให้เราไปเจตนา
ทำสิ่งที่ไม่รู้ว่า เป็นบาปซึ่งจะให้ผลร้อนใจในภายหลัง

ครูSup’k พูดว่า:
ชีวิตคนเรา เต็มไปด้วยความไม่รู้ คือ อวิชชา
นั่นคือ เราโง่นั่นเอง
เราไม่รู้ว่า
ความสุขที่แท้ นั้นไม่มีจริง
เพราะความสุขก็เป็นแค่ของชั่วคราว
มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่น่า ยึดถือ กอบโกยเข้าหาตนแต่อย่างใด
แต่เพราะไม่เคยได้ยินคำสอน ว่า ความสุขเป็นแค่ของชั่วคราว
อีกทั้ง ยังไม่เคย ฝึกสติ เพื่อเฝ้า สังเกตว่า ความสุขมันก็เป็นแค่ของเน่าได้

จึงทำให้ เราหลงไปเสพติดความสุข เพราะความโง่ (อวิชชา) ของเรา นั่นเอง
เราก็เลย หลงไปทำบาป ไปเบียดเบียนคนอื่น เช่นไปขโมยของ ก่อกรรมชั่ว
เพื่อให้เอาเงินที่ขโมยได้ ไปซื้อ ของที่ชอบ

เราทำชั่วโดยความไม่รู้ว่า
การขโมย การเบียดเบียน นั่นแหละ คือ น้ำร้อน
ที่ทำให้เรา ต้อง ถูกลวก ถูกชดใช้บาป ในอนาคต

ครูSup’k พูดว่า:
จำไว้ พระพุทธเจ้าสอนว่า
หาก เรา ไม่เจตนา ไม่ถือว่า เป็น บาปกรรม

ครูSup’k พูดว่า:
ตัวอย่างเพิ่มเติม คือ
เวลาน้องโกรธพ่อแม่
แล้ว น้องก็ด่ากลับทันที
น้อง ว่า บาปไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
บาปดิ

ครูSup’k พูดว่า:
น้องเคยเห็นนรกไหม
ไม่เคยค่า

ครูSup’k พูดว่า:
นี่ไง
ถึงแม้ว่า น้อง มีความไม่รู้ (อวิชชา) ไม่เคยเห็นนรก
แต่น้อง มีเจตนา คือ อยากจะตอบสนอง ความโกรธ ให้สะใจ
เพราะ คิดว่า หาก โกรธ แล้ว ต้องระบาย

นั่นคือน้องมีเจตนา ทำบาป โดยไม่รู้เลยว่า การด่าพ่อแม่นั้น
คือน้ำร้อน
ที่เป็นผลให้ เกิด ความทุกข์ พุพอง ในอนาคตตอนตกนรก

ต่อให้น้องไม่รู้ นะว่า นรกมีจริงหรือไม่
แต่น้องได้มีเจตนา ด่าพ่อแม่ ให้สะใจไปแล้ว
น้องก็ต้องตกนรก โดยความไม่รู้ถึงโทษ ถึงนรก ถึงผลร้อน ผลร้ายในภายหลัง นั่นเอง

ครูSup’k พูดว่า:
นี่ไง ความไม่รู้ คือ ต้นเหตุ แห่งความทุกข์ทั้งมวล
เพราะความไม่เรียนรู้ทุกข์
เพราะก็ไม่รู้จักต้นเหตุแห่งทุกข์
จึงเป็นผลให้เราหลงไปทำบาปอย่างมีเจตนาให้สะใจ โดยไม่รู้ถึงโทษภัยของมัน

น้องเคโระ พูดว่า:
ออ

ครูSup’k พูดว่า:
สมมติว่า แม่ของน้อง บอกว่า ลูกกินข้าวหรือยัง
วันนี้แม่ ทำ หมูทอดให้กิน
แล้วน้องก็บอกแม่ไปว่า ยังไม่หิวค่ะแม่ หนูกลัวอ้วนด้วย
ถามหน่อย ว่าแบบนี้ น้องบาปไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
ไม่บาปมั้ง เพราะว่า
ในใจไม่ได้คิดไรอ่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
นั่นไง
ไม่มีเจตนา ก็ไม่บาป

ครูSup’k พูดว่า:
แต่ถ้าเกิดน้องตอบว่า
แหวะ แม่ทำไม่อร่อยเลย
น้องว่า บาปไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
คงบาปนิดๆ มั้ง

ครูSup’k พูดว่า:
ถูกต้อง เพราะ มีเจตนา จะพูดให้ แม่ เสียใจนิดๆ
จึงมีเจตนาอ่อน
(เจตนาพูดเสียดสี แต่ ไม่รู้ว่า นรกมีจริง ไง = บาป หรือ เผลอกินน้ำโดยไม่รู้ว่า มันคือน้ำร้อน 80 องศา )

น้องเคโระ พูดว่า:
อ่อ

ครูSup’k พูดว่า:
แต่ถ้า เกิดน้อง ขว้างจานที่แม่ทำมา ทิ้ง จน ข้าวกระจาย จานแตก
ต่อหน้าแม่ น้องว่า บาปไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
บาปมากกกกกกกกกกก

ครูSup’k พูดว่า:
นี่ไง
น้อง เจตนา อยากทำให้สะใจ อย่างหนัก
แม้น้องจะ ไม่รู้ (มีอวิชชา) ว่า นรกมีจริงหรือไม่
แต่น้องก็เผลอ ทำบาปไปแล้ว
นั่นคือ เผลอกินน้ำร้อนเดือดๆ ไปแล้ว โดยไม่รู้ว่า นั่นแหละ น้ำร้อนมาก
ต่อให้ไม่รู้ว่า นรกมีจริง ผลกรรมชั่วมีจริง น้องก็ต้องได้รับผลร้าย ในภายหลังแน่นอน
ตกนรก แน่นอน หากมีลูก ก็จะมีลูกที่ดื้อด้าน เพราะ วิญญาณเลวๆมาเกิดเป็นลูกของน้อง

ครูSup’k พูดว่า:
น้อง หลงทำบาป รุนแรง ด้วยเจตนา ให้สะใจ
แม้น้องจะไม่รู้ว่านรกมีจริงหรือไม่
ยังไง น้องก็ต้องตกนรก ถูกลวก ด้วยน้ำร้อนแน่นอน
นี่คือ ตัวอย่างที่ถูกต้อง ของการทำบาปด้วยเจตนา แต่ทำไปเพราะความไม่รู้

น้องเคโระ พูดว่า:
อ่อ
เข้าใจแล้วค่า

ครูSup’k พูดว่า:
คนเราจึงเป็นสัตว์โลกที่น่าสงสารที่สุด
ที่ถูก ความไม่รู้ (อวิชชา , ความโง่) เข้าครอบงำ จึงทำให้หลงก่อกรรมทำชั่ว เบียดเบียน
และ ต้องกลับมาเวียนว่าย ตายเกิด ชดใช้ เสวยทุกข์เวทนา อย่างไม่จบสิ้น

ครูSup’k พูดว่า:
แล้วทำไงให้ เกิดความรู้แจ้ง(วิชชา) ขึ้นมาหล่ะ
คำตอบ คือ หันมาฝึกสติ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน
ตามแนวทางหนังสือ ข้างในนั้น 2
แล้วน้องจะค่อยๆมีสติ
เห็นบาป เห็นผลแห่งบาป
และ จะรู้จักทางพ้นทุกข์ ด้วย

น้องเคโระ พูดว่า:
แล้วที่พี่บอกว่าเผลอแล้วให้รุ้ทันอ่ะ
หมายความว่า
เวลาเผลอก็ให้เราคิดในใจว่าเราเผลอไปแล้วหรอค่า
การรู้ทันคือการคิดในใจหรอ

ครูSup’k พูดว่า:
จริงๆแล้ว สติ คือ การระลึกได้
เหมือนน้องนั่งเหม่อๆไปนานๆ แล้ว ก็รู้ตัวขึ้นมา กลับมาตั้งใจฟังครูสอนได้ต่อ
ตอนที่รู้ตัว นั่นคือ มีสติ ขึ้นมา

ส่วน หล้งจากรู้ตัวแล้ว น้องพูดพากย์ในใจก็ได้ ไม่พูดในใจก็ได้

แต่หากฝึกไปบ่อยๆ หลังๆก็จะระลึกรู้ มีสติได้ อัตโนมัติ
โดยไม่ต้องพูดพากย์ในใจ
สรุปแล้ว แรกๆ จะพากย์ไปก่อนก็ได้

ครูSup’k พูดว่า:
ประโยชน์ของการฝึกสติ คือ ทำให้เกิดความรู้แจ้ง (เกิดวิชชา กำจัดอวิชชาได้)
เพราะ การรู้ทัน หนึ่งครั้ง
มันก็ทำให้เรา เกิดความ ระลึกรู้ ตระหนักรู้ เกิดวิชชา หนึ่งครั้ง
พอฝึกสติ ให้เกิดบ่อยๆ ก็คือ การทำให้มีความรู้ตัวบ่อยๆ

พอน้อง เผลอไปโกรธ แล้ว รู้ตัว
คือ นึกขึ้นได้ว่า เมื่อกี้เผลอไป
น้องก็จะมีอาการ คล้ายๆ กับมีกระจกส่องตน
น้องจะเห็นว่า นังตัวร้ายที่โกรธนี่ เลวแท้น้อ น่าเกลียดนะเนี่ย
การมีสติ จะทำให้น้องจะเห็นความทุเรศของตน ขณะโกรธ
แล้วน้องก็จะสังเวชว่า
โกรธ แล้ว โง่จริงๆ โกรธแล้วทำร้ายตัวเองจริงๆ

ครูSup’k พูดว่า:
เมื่อเราเห็นโทษ เห็นภัยของความโกรธ
ประจักษ์แจ้งด้วยจิตตัวเอง
ได้เห็นกับตา (เห็นด้วยจิตที่ไม่ลำเอียง เพราะมีสติ)
เราก็จะไม่โกรธ ด้วยปัญญาที่เกิดจากการสังเกตตนเอง นั้นแหละ

น้องเคโระ พูดว่า:
อ่อ

ครูSup’k พูดว่า:
เราฝึกสติ
เพื่อให้เห็นตัวเอง
คนที่มีสติจะเห็นโลกตามความเป็นจริง
ส่วนคนที่ไม่มีสตินะ
จะชอบหลงคิด เข้าข้างตัวเอง
ว่า กูถูก มึงผิด

น้องเคโระ พูดว่า:
อ่อ

ครูSup’k พูดว่า:
แล้วก็ บิ๊ว อารมณ์ให้โกรธ ๆๆ เพิ่มๆๆๆๆ
โดยไม่เคยรู้ตัวเลยว่า
นังตัวร้าย ที่กำลังโกรธนี่แหละ
ที่ทุเรศ กว่า คนอื่นที่มาด่าเราซะอีก

เราจะเห็นว่า
เรานี่แหละที่ชอบทำร้ายตัวเอง
กล่าวคือ เขาด่าจบไปแล้ว
อีกทั้ง เรื่องราวที่ ไม่ชอบ มันก็ผ่านไปแล้ว

มีก็แต่ตัวเรา และความคิดของเรา นั่นแหละ
ที่คิดซ้ำๆ ทำร้ายตัวเอง
อยู่ในวังวนแห่งความร้อน
โดยไม่ทันรู้ตัว

ย้ำ เพราะความไม่รู้ตัว ไม่มีสติ มีอวิชชา นั่นแหละ
ทำให้น้อง หลงคิดๆๆ ทำร้ายตัวเอง
คิดเข้าข้างตัวเอง
แบกความทุกข์ กำความทุกข์ กำความร้อนใจ
โดยไม่ยอมปล่อยวาง

น้องเคโระ พูดว่า:
อ่อ
ครูSup’k พูดว่า:
จบ

น้องเคโระ พูดว่า:
แล้วถ้าหนูน้อยใจแม่ ว่ารักน้องมากกว่า รักพี่มากกว่า
หนูฝึกสติ แล้ว แต่ก็ยังคิดกลุ้มใจอยู่
ทำไงดีค่ะ ให้ความคิดนี้หายไปจากหัวอ่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
น้อง เข้าใจการฝึกสติ ผิดไปแล้ว
ผิดอย่างรุนแรงเลยนะ

เราฝึกสติ หรือ ฝึกปฏิบัติธรรมทุกอย่าง
เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ เรียนรู้ความจริง เพื่อ ให้ยอมรับความจริง

คนเราทุกข์ เพราะ ยอมรับความจริงไม่ได้
ดังนั้น หาก ยอมรับความจริงได้ก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น

แต่ จะสั่งให้จิต ยอมรับความจริง ในทุกเรื่องได้ ทันที
ก็ทำไม่ได้หรอก
เพราะจิตเป็นอนัตตา (อนัตตา = ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุ บังคับไม่ได้จริง)

ดังนั้นอยากจะให้จิตยอมรับความจริงนั้น
น้องต้องฝึกเรียนรู้ความจริงสิ
เอาความจริงป้อนให้จิตมันเห็น ให้จิตมันเรียนรู้ซ้ำๆ

ใครมันจะไปทนกับความจริงได้
หากจิตได้เห็นความจริงซ้ำๆ
จิตก็จะยอมรับความจริงได้เอง โดยไม่ต้องบังคับแต่อย่างใด

ดังนั้น เราไม่ได้ฝึกสติ เพื่อให้ เอาสติไปดับความกลุ้มใจนะ
แต่เรา ฝึกสติ เพื่อให้เห็นความจริง จนกระทั่งยอมรับความจริง และพ้นทุกข์ในที่สุด

ครูSup’k พูดว่า:
เอาหล่ะ พี่จะสอนธรรมะ เกี่ยวกับ ความรักที่ลำเอียงของพ่อแม่ให้ฟังนะ
ก่อนอื่นขอถามก่อนว่า
น้องชอบดาราคนไหน
มากที่สุด

น้องเคโระ พูดว่า:
ชอบแพนเค้กค่า

ครูSup’k พูดว่า:
แล้วน้องชอบ แอน ไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
แอนทองประสมหรอพี่

ครูSup’k พูดว่า:
อืม
น้องเคโระ พูดว่า:
ก็ชอบค่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
ชอบใครมากกว่า กัน

น้องเคโระ พูดว่า:
ชอบแพนเค้กมากกว่า
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่หนูถามพี่อ่ะ
….

ครูSup’k พูดว่า:
อ้าว
น้องรัก ดาราสองคนนี้ไม่เท่ากัน
อย่างนี้ เขาไม่น้อยใจเหรอ

น้องเคโระ พูดว่า:
อืม

ครูSup’k พูดว่า:
การเจริญสติ คือ การย้อนกับ มาเรียนรู้ตัวเอง
ว่า แม้กระทั่งใจของเรา
ก็ยัง มีความลำเอียง

เห็นไหม
มีเหตุ ก็รักมากกว่า
หมดเหตุก็ ไม่รัก

บังคับให้ รักแอน มากกว่า แพนเค้ก
ก็บังคับไม่ได้

ก็คนมันรัก มันชอบ แพนเค้ก

เมื่อเราหันกลับมามองตัวเองบ่อยๆ
เราจะรู้เลยว่า
ใจเราก็ลำเอียงเหมือนกัน
แล้วเราจะไปหวังความยุติธรรมจากคนอื่น
เมื่อเห็นซ้ำๆจนยอมรับความจริงได้
ก็จะไม่ค่อยทุกข์ เพราะความรักที่ไม่เท่ากันของแม่แล้วหล่ะ

นอกจากนี้ การฝึกสติบ่อยๆ น้องยังจะเห็นเพิ่มอีกว่า
ที่แท้ ที่เราทุกข์ เรื่องแม่ไม่รักเรา
ก็เพราะ เรา ไปยึด มั่น ในความรัก ของคนอื่น
เราเอาใจไปฝากไว้ที่คนอื่นมากเกินไป
ทั้งๆที่ใจตัวเองก็ยัง กระเพื่อมหวั่นไหว ยังลำเอียง รักคนโน้นคนนี้ไม่เท่ากัน
แล้วน้องจะไปหวัง อะไร กับ ความรักที่ยุติธรรมจากคนอื่น
จริงไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
จิงค่า

ครูSup’k พูดว่า:
เมื่อรู้ดังนี้แล้ว
ก็หันกลับมา
ยอมรับความจริง
ว่า เป็นปกติที่แม่ จะรักลูกไม่เท่ากัน

น้องเคโระ พูดว่า:
ค่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
จำไว้นะ เมื่อยอมรับความจริงได้
ก็พ้นทุกข์แล้ว

ครูSup’k พูดว่า:
หากอยากให้คนรักเรา
ไม่ใช่นั่งไปบังคับให้คนโน้น คนนี้มารักเรา
เพราะมันบังคับกันไม่ได้ (ทุกสิ่งเป็นอนัตตา)

หากอยากให้คนรัก
เราก็ต้องทำเหตุแห่งความรัก
คือ ทำตัวให้น่ารัก
ไม่ดื้อเงียบ
ขยันๆ
ช่วยงานให้เยอะ
เดี๋ยวแม่ก็รักเอง

ครูSup’k พูดว่า:
น้องรู้ไหมว่า
การที่น้องไม่รู้ทัน ความน้อยใจ ที่ก่อตัวขึ้นในใจน้อง
ทำให้น้อง แสดงอาการ ดื้อเงียบ และ ก้าวร้าว ในบางครั้ง
ก็ทำให้ แม่รักน้อง น้อยลง
เห็นไหม
เพราะ ความไม่รู้ทัน ความน้อยใจตัวนี้
ก็เลย หลงไปสร้างพฤติกรรมที่ น่าเกลียด ขึ้นมา
คนเขาก็ ยิ่งไม่ชอบเราเพิ่มขึ้นอีก

น้องเคโระ พูดว่า:
จิงเลยค่า

ครูSup’k พูดว่า:
แต่หากน้องรู้ทัน แล้ว รู้จักปรับปรุงตัว
น้องก็จะค่อยๆ เป็นที่รักของครอบครัว

ครูSup’k พูดว่า:
การจะเป็นที่รักได้
ขั้นแรก คือ รู้ทันความน้อยใจก่อน
จำไว้นะ ไม่ได้รู้ทัน เพื่อให้หายน้อยใจนะ

แต่รู้ให้เห็น
รู้ให้เห็นว่า อ๋อ เราหลงไปยึดในความรักมากเกินไป จึงต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น
พอทุกข์แล้ว ก็ยิ่งทำตัวประชด ก้าวร้าว
อะไรๆก็แย่ขึ้น เพราะ การไม่รู้ทันความน้อยใจ ไม่รู้ทันการคิดเข้าข้างตัวเอง ตั้งแต่แรกนั่นเอง

ครูSup’k พูดว่า:
คนเราชอบตั้งเป้าผิดๆ ว่า
ต้องรู้ให้หายกลุ้ม
เลยรู้สึกว่า ยาก
เพราะมันไม่หาย (ลืมไปว่า จิตจะสุขจะทุกข์ ก็สั่งไม่ได้ = จิตเป็นอนัตตา)
แต่ถ้ารู้ให้เห็น
จะรู้สึกว่า ง่ายจะตาย ฝึกง่ายจะตาย
เพราะตอนรู้ นั่นก็เห็นอยู่แล้ว

น้องเคโระ พูดว่า:
เห็นแล้วไงค่า

ครูSup’k พูดว่า:
เห็นให้รู้ไงว่า
เรานี่ โง่แท้น้อ
ทั้งๆที่ใจตนเองก็ยังลำเอียง
แล้วเราจะไปหวัง ความรัก ที่ยุติธรรมจากคนอื่นได้ไง

เมื่อรู้ดังนี้ก็คือ เข้าใจตนเอง
เมื่อเข้าใจตนเอง ก็จะเข้าใจผู้อื่นด้วยว่า
เขาก็มนุษย์ เราก็มนุษย์ ก็ต้องมีชอบ มีชัง มีความไม่เท่าเทียมอยู่แล้ว
เป็นเรื่องธรรมดา
ย้ำ
เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อยอมรับความธรรมดาได้
ก็เป็นสุขทันทีแล้ว

เห็นไหม
เราไม่ได้ รู้ทันความน้อยใจ เพื่อให้ดับความน้อยใจ
แต่เรารู้ทันความน้อยใจ
เพื่อให้เห็น ตัวเอง ว่า เราก็ไม่ยุติธรรม เหมือนกัน
เพื่อให้เห็นว่า ความยึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น
เมื่อรู้เห็นต้นเหตุ อย่างนี้
เราก็จะคลาย ความยึดมั่น คาดหวัง กับ ความรักที่ยุติธรรมจากคนอื่น
เมื่อ คลายความยึดมั่น คลายความคาดหวัง ก็ไม่ทุกข์แล้ว
จบแล้ว

ไม่ต้องถามว่า ต้องทำยังไงต่ออีกแล้ว
เหมือน แอน ทองประสม ที่ เขาไม่คาดหวังความรักจากน้อง
เขาก็เลยไม่กลุ้มใจ หากรู้ว่า น้องรักแพนเค้กมากกว่า เขา
จริงไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
จิงค่า

ครูSup’k พูดว่า:
นี่แหละ
แล้วคนที่รู้ทัน
จะรู้เลยว่า
น้อยใจไปก็เท่านั้น
อยากให้คนรัก ก็ต้องทำเหตุสิ ไม่ใช่มามัวนั่งน้อยใจ

สิ่งที่ควรทำคือ
การ ให้ (ทาน)
ยิ่งให้ คนอื่นก็จะยิ่งรักเรามากขึ้น
เราเคยให้พ่อแม่ไหม
เราเคยให้น้ำ กับ พ่อแม่ กินตอนที่ท่านกลับมาเหนื่อยๆไหม
เราเคยนวดให้ท่าน ตอนท่านเมื่อยๆไหม
เราเคยล้างเท้าให้ท่านไหม

ครูSup’k พูดว่า:
ไม่ใช่ว่า แค่ เคย อย่างเดียวนะ ต้องทำบ่อยๆด้วย
เราเคย ให้ การตั้งใจเรียน เป็นรางวัล กับเงินที่พ่อแม่ เสียมาไหม
นี่แหละคือ ทานที่ ลูกจะทำให้พ่อแม่ได้

ต่อจากนั้น ต้องถามตัวเองว่า ตัวเรานั้น
มี ปิยะวาจา คือ วาจาอ่อนหวาน ไหม

เราพูดอ่อนหวาน กับพ่อแม่เป็นประจำไหม
เราชอบพูดประชดประชัน พ่อแม่ ใช่ไหม เพราะความน้อยใจใช่ไหม

น้องเคโระ พูดว่า:
ค่า แหะๆ
ทำไมพี่รู้ว่า หนูชอบพูดประชดประชันหล่ะค่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
พี่ไม่ใช่เทวดาหรอก
พี่รู้ว่า น้องชอบประชดประชันเพราะอะไรรู้ไหม
เพราะ น้อง ยังไม่มีสติ รู้ทันความน้อยใจ

คนที่ขี้น้อยใจ ก็ต้องหลง ทำบาปคือ การพูดแขวะ พูดประชด บ่อยๆ
พี่เลยทำนายนิสัยได้เลยไง

ครูSup’k พูดว่า:
ต่อจากนี้ไป
น้องหันกลับมารู้ทัน
หากรู้ไม่ทัน ก็อย่าพึ่งประชด
ให้นั่งนิ่งๆ เงียบๆ เพื่อ ให้จิตใจมันสงบ ลงบ้าง
แล้วก็จะเห็น จะรู้ทันได้ ชัดเจน ยิ่งขึ้น

เมื่อรู้แล้ว ก็หันกลับมาปรับปรุงตัวเอง
ให้พูดจาอ่อนหวาน มากขึ้น บ่อยขึ้น
พูดให้พ่อแม่ชื่นใจ
เช่น หนูจะทำเพื่อแม่นะ
หรือ พ่อแม่สั่งอะไร ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์ที่แม่ใช้งานเราหนักกว่า พี่หรือน้อง

ก็ยิ้มรับ
บอกว่า ค่ะ เดี๋ยวหนูไปทำแทนให้
คิดสิว่า ดีจังได้มีโอกาสตอบแทนพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ไม่ต้องรอ มีเงินเดือน
คิดซะว่า พี่น้องเรา ที่ไม่ค่อยถูกใช้งาน นั่นแหละ ขาดทุน
เพราะว่า ไม่ได้มีโอกาส ตอบแทน บุญคุณพ่อแม่

น้องเคโระ พูดว่า:
อ่อ

ครูSup’k พูดว่า:
พอ คิดได้ ก็เป็นสุข

น้องเคโระ พูดว่า:
เข้าใจแล้วค่า

ครูSup’k พูดว่า:
อย่าลืม ข้อต่อไปที่ทำให้คนรัก คือ
อัตถะจริยา คือ การทำตัวให้เป็นประโยชน์
ช่วยพ่อแม่ล้างจาน
ช่วยทำความสะอาดบ้าน
ช่วยโน่น ช่วยนี่
อย่าเอาแต่เรียนอย่างเดียว
เรียน อย่างเดียว เดี๋ยวเป็นง่อย
เป็นเด็กเรียน หัวโต ตาตี่ ตัวลีบ

น้องเคโระ พูดว่า:
55

น้องเคโระ พูดว่า:
เหมือนพี่ใช่ป่ะ

ครูSup’k พูดว่า:
ไม่ไม่ พี่ ล่ำ จะตาย
ช่วยพ่อแม่ ยกข้าวสาร ยกที่นอน ขายของ ตั้งแต่เด็กๆ

ครูSup’k พูดว่า:
และสุดท้าย
คือ สมานัตตา
คือ การทำตัว เสมอต้น เสมอปลาย
คือ ให้ทานกับพ่อแม่ บ่อยๆ พูดอ่อนหวาน บ่อยๆ ทำตัวเป็นประโยชน์ บ่อยๆ

นี่แหละ คนทาง ที่ให้คนอื่นรัก
ไม่ใช่ มัวแต่น้อยใจ

แล้วคิดๆๆๆๆซ้ำๆ ฟุ้งซ่าน
คิดอย่างเดียว แล้วใครจะมารักเรา ต้องทำความดี ทำตัวให้น่ารักสิ

ยิ่งคิด ยิ่งน้อยใจ ยิ่ง แสดงออกในทางก้าวร้าว
แถมประสาทเสียด้วย

ให้รู้ตัวเอง ให้เห็นตัวเอง
แล้วก็ปรับปรุงตัวเอง
จบ
นี่คือ ประโยชน์ของธรรมะเจริญสติ สัมปชัญญะ ให้เห็นตัวเอง
เพื่อพัฒนาตัวเอง ด้วยคุณธรรมต่างๆ ให้เจริญขึ้น
เพื่อให้อกุศลต่างๆลดลง
เพื่อให้ มีชีวิตที่รู้เท่าทัน คลายความยึดมั่น และพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด

น้องเคโระ พูดว่า:
ขอบคุณมากค่าพี่

ครูSup’k พูดว่า:
บะบาย

เปิดเครื่องแล้วหน้าจอไม่ขึ้น

Posted by admin | Posted in IT | Posted on 17-06-2011-05-2008

0

หลายคนคงเคยได้ยินเสียงร้องจากคอมพิวเตอร์หลังจากที่เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้น แล้วจากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อพบว่า หลังจากที่เสียงร้องดังกล่าวดังขึ้นมาทำให้คอมพิวเตอร์ใช้งานไม่ได้เลย

แหม ซึ่งสัญญาณที่ดังขึ้นมานั้นจะแตกต่างกัน เพราะบางทีก็ดังครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเกิดความสงสัยว่า แค่เสียงปี๊บๆๆ เท่านี้เราจะรู้อาการ และแก้ไขได้ตรงจุดได้ยังไง ซึ่งในตอนนี้จะพูดสัญญาณที่หลายๆ คน เจอกันบ่อย และสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ว่า ไบออสนั่นก็มีหลายยี่ห้อ มีเสียงและความหมายที่แตกต่างกัน

สัญญาณเสียงของไบออส Award

เสียงปี๊บยาว และตามด้วยเสียงปี๊บสั้น 2 ครั้ง

สาเหตุ : สำหรับเสียงสัญญาณที่ดัง ปี๊บ…………ปี๊บ ปี๊บ แล้วหน้าจอไม่ขึ้นภาพอะไรเลย หากคุณได้ยินเสียงนี้คาดการณ์ได้เลยว่า มาจากการ์ดจอ หรือการ์ดแสดงผลนั่นเอง ซึ่งอาจเกิดจากการ์ดจอหลวม

วิธีแก้ไข : เปิดฝาเคสคอมพิวเตอร์ แล้วจากนั้นตรวจสอบดูการ์ดจอว่า เสียบแน่นหรือไม่ หากไม่ให้เรากดให้แน่นก็เรียบร้อยแล้วครับ หรือถอดการ์ดจอออกมา แล้วนำยางลบทำความสะอาดที่ลายวงจรของการ์ด แล้วเสียบกลับไปที่เดิม

เสียงปี๊บยาววววว

สาเหตุ : หากได้ยินเสียงดังยาวๆ อย่างนี้ ไม่ต้องตกใจนะครับ ไม่ใช่สัญญาณกันขโมยในคอมพิวเตอร์ดังนะครับ เพราะต้นเพลิง เอ๊ย! ต้นเหตุมากจากแรม หรือหน่วยความจำของเครื่องนั่นเอง ซึ่งสาเหตุนั้นอาจจะเกิดจากแรมสกปรก หรือแรมไม่สามารถใช้งานร่วมกับเมนบอร์ดได้ ซึ่งหากเกิดเสียงอย่างนี้รับรองเลยว่า คอมพิวเตอร์นั้นจะเปิดใช้งานไม่ได้เลย

วิธีแก้ไข : สำหรับวิธีแก้ก็ไม่ยากนะครับ ให้เราถอดแรมออกจากเมนบอร์ด แล้วนำยางลบดินสอนี่แหละมาลบตรงแถบทองแดงที่ใช้สำหรับเสียบลงในเมนบอร์ด

เสียงปิ๊บสั้นๆ 2-3 ครั้ง

สาเหตุ : หากได้ยินเสียงนี้เดาได้เลยว่า ตัวปัญหามาจากแรม หรือเมนบอร์ด อาจจะมีปัญหา POST หรือ Power-On Self Test)ไม่ผ่าน

วิธิแก้ไข : สามารถแก้ไขได้โดยถอดแรมมาทำความสะอาดด้วยยางลบ หากใส่แรมไปแล้ว เสียงยังดังก็ให้ไปตรวจสอบเมนบอร์ดว่ามีอะไรผิดปกติ หรือไม่ เช่น ชิปต่างๆ บนเมนบอร์ดมีอะไรเสียหายหรือไม่ ซึ่งหากปัญหามาจากเมนบอร์ดก็ส่งเคลมทันทีเลยครับผม หรือยกไปที่ร้านได้เลยครับ

เสียงปี๊บยาวๆ 1 ครั้ง และสั้นๆ 1 ครั้ง

สาเหตุ : เกิดจากการทำงานของเมนบอร์ดมีปัญหา

วิธีแก้ไข : ส่งเคลมประกันทันที หรือส่งร้านซ่อม

สัญญาณเสียงของไบออส AMI

เสียงดัง 2 ครั้ง

สาเหตุ : เกิดจากหน่วยความจำส่วนแรกสุด (64 KB) มีปัญหา ทำให้ตรวจสอบพาริตี้ (Parity) ไม่ผ่าน

วิธีแก้ไข :นำแรมมาทำความสะอาดด้วยการนำยางลบดินสอมาลงที่แผ่นวงจรด้านล่างของแรม แล้วเสียบกลับลงเมนบอร์ด

เสียงดัง 8 ครั้ง

สาเหตุ : หน่วยความจำบนการ์ดจอมีปัญหา (การ์ดจอเสีย) หรือการ์ดจอเสียบไม่แน่น หน้าสัมผัสสกปรก

วิธีแก้ไข : เบื้องต้นให้ถอดการ์ดจอออกมาทำความสะอาดที่หน้าสัมผัส โดยใช้ยางลบดินสอลบตรงหน้าสัมผัสให้สะอาด แล้วเสียบเข้าเมนบอร์ดอีกครั้ง หากใช้งานไม่ได้อีกก็แปลว่าการ์ดจอเสีย

เสียงดัง 9 ครั้ง

สาเหตุ : เกิดจากไบออสมีปัญหา

วิธีแก้ไข : หากคุณมีความชำนาญในการแฟลชไบออสเองก็ให้แฟลชไบออส โดยไปดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตได้ทันที แต่ขอแนะนำว่า ควรนำไปที่ร้านจะดีกว่านะครับ

สัญญาณเสียงของ Phoenix

เสียงดัง 1-1-4

สาเหตุ : เกิดจากไบออสมีปัญหา

วิธีแก้ไข : แนะนำให้แฟลชไบออส แต่ถ้าทำไม่เป็นแนะนำว่า ให้ยกไปที่ร้านซ่อมจะดีกว่าครับ

เสียง 1-2-2 หรือ 1-2-3 หรือ 1-3-1

สาเหตุ : เกิดจากการทำงานของเมนบอร์ดมีปัญหา หรือเมนบอร์ดเสีย

วิธีแก้ไข : ส่งเคลมประกันจะดีกว่า

เสียง 1-3-3 หรือ 1-4-2

สาเหตุ : หน่วยความจำ หรือแรม มีปัญหา

วิธีแก้ไข : นำแรมมาทำความสะอาดหน้าสัมผัส โดยใช้ยางลบดินสอลบที่หน้าสัมผัส

เสียง 3-3-4 หรือ 3-4-0 หรือ 3-4-2

สาเหตุ : การ์ดจอมีปัญหา หรือการ์ดจอเสียบไม่แน่น หรือหน้าสัมผัสสกปรก

วิธีแก้ไข : ในเบื้องต้นเปิดเคสคอมพิวเตอร์ออกมาแล้วถอดการ์ดจอออกมาทำความสะอาด แล้วเสียบกลับลงไปให้แน่น อย่าลืมไขน็อตให้แน่นด้วยนะครับ หากทำแล้วก็ยังได้ยินเสียงเดิมอยู่ก็แปลว่า การ์ดจอเสียแล้วครับผม

เสียง 4-3-4

สาเหตุ : แบตเตอรี่ไบออสบนเมนบอร์ดหมด ทำให้ไม่สามารถตั้งเวลาได้

วิธีแก้ไข : เปลี่ยนแบตเตอรี่เมนบอร์ด ซึ่งมีลักษณะเป็นถ่านแบบกระดุม โดยนำตัวอย่างไม่ซื้อได้นะครับ

เครดิตนิตยสาร Computer.Today

http://www.supk-fanclub.com/webboard/index.php?topic=278.0

พีชคณิต คิดเพื่อ… (ยากมาก)

Posted by admin | Posted in วิชาการ | Posted on 17-06-2011-05-2008

0

โจทย์พีชคณิตอาจจะยากสำหรับบางคน อาจจะง่ายสำหรับบางคน นี่คือตัวอย่างของข้อสอบพีชคณิตนะครับ
TME คือ ข้อสอบวัดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ ข้อสอบยากมากๆ เพิ่งสอบเสร็จเมื่อกี้เอง
(TME Pb2553.1) จงหาผลลัพธ์ของ (√75)+(-√3)2-(15/√3)

(TME Pb2553.2) คำตอบของอสมการ 3<√x<5 มีทั้งหมดกี่คำตอบ เมื่อxเป็นสมาชิกของจำนวนเต็มบวก

(TME Pb2553.3) เมื่อหาผลคูณของ(4x-(a/4))(x+(1/16))แล้วจะได้สัมประสิทธิ์ของxมีค่าเป็น8เท่าของค่าคงตัว จงหาค่าของ a

(TME Pb2553.4) กำหนดให้(√2-1)2(√2+1)3=p+q√2 จงหาค่าของ pq (เมื่อpและqเป็นจำนวนตรรกยะ)

(TME Pb2553.5) ถ้า x-5 เป็นตัวประกอบหนึ่งของ x2-ax-15 แล้ว a มีค่าเท่าใด

(TME Pb2553.6) เมื่อ (x+4)4-2(x+4)-8=(x+a)(x+b) แล้ว a+b มีค่าเท่าใด

(TME Pb2553.7) ถ้า x2=1 แล้ว x=1
ข้อความ จำนวน
ประโยคเงื่อนไขที่กำหนดให้เป็นจริง …………………………………….1
ประโยคนี้มีเหตุ คือ x=1 ………………………………………………2
ประโยคนี้มีผล คือ x2=1 ………………………………………………4
บทกลับของประโยคนี้ คือ ถ้า x=1 แล้ว x2=1 ………………………….8
บทกลับของประโยคนี้เป็นจริง …………………………………………16
ให้พิจารณาว่าข้อความที่กำหนดให้ข้างต้นในแต่ละข้อนั้น ข้อใดเป็นจริง แล้วนำจำนวนที่อยู่ท้ายข้อความที่เป็นจริงมารวมกัน ผลรวมนั้นมีค่าเท่ากับเท่าใด
เช่น
ถ้า a=1 a+1=2
ข้อความ จำนวน
ประโยคนี้เป็นจริง ………………………………………………………9
บทกลับของประโยคนี้เป็นจริง …………………………………………..25
บทกลับของประโยคนี้ จะได้ค่าaมีค่ามากกว่า0แต่น้อยกว่า1………………..4
จะพบว่า ข้อความที่1และ2เป็นจริง ผลรวมของคำตอบจึงเป็น 9+25=34

(TME Pb2553.8) ทอดลูกเต๋าสองลูก 1 ครั้ง สมมติได้แต้มเป็น a และ b ถ้า x/y เป็นค่าของความน่าจะเป็นที่ทำให้ √(ab-2a-b+2) เป็นจำนวนนับ (เมื่อ x และ y มีห.ร.ม. เป็น 1) จงหาค่าของ y-x (เมื่อทอดลูกเต๋า 1 ลูก 2 ครั้ง ผลลัพธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการทดลองแบบสุ่มจะมีทั้งสิ้น 36 แบบ)

(TME Pb2553.9) กำหนดให้ x2-4x+2=0 จงหาค่าของ 2×2-3x+5+8/(x2+2)+8/(8x-4)

(TME Pb2553.10) กำหนดให้มีรูปสี่เหลี่ยมด้านขนานทั้งหมด 460 รูป โดย
ก) เป็นรูปที่มีเส้นทแยงมุมสองเส้นตั้งฉากกัน 240 รูป
ข) เป็นรูปที่มีเส้นทแยงมุมสองเส้นยาวเท่ากัน 280 รูป
รูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกี่รูป

(Book Pb1) จงหาคำตอบของสมการ (12x-1)(6x-1)(4x-1)(3x-1) = 5

(Book Pb2) ค่าของ ((33+1)(43+1)(53+1)…(993+1)(1003+1))/(50(23-1)(33-1)(43-1)…(983-1)(993-1)) เป็นเท่าใด

(Book Pb3) กำหนดให้ x+y+z=9,x2+y2+z2=29 และ x3+y3+z3=99 แล้วจงหาค่าของ x4+y4+z4 มีค่าน้อยกว่า 400 อยู่เท่าไร

(Book Pb4) กำหนดให้ a,b,c เป็นคำตอบของสมการ (x+8)2(x+9)2+(x+9)2=8(x+8)2 ค่าของ a2+b2+c2 มีค่าเท่าใด (ตอบในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์)

ขอบคุณสมาชิกเว็บบอร์ด Dekdeb

ประกาศไว้ในบทความนี้ว่า สำหรับท่านใดที่อยากจะเอาบทความขึ้นหน้า 1 บ้าง ให้เขียนดีๆนะครับ โดยเราจะมี 4 หมวดหมู่นั้นคือ it ทั่วๆไป ธรรมะ วิชาการ

ป้องกัน Autorun ขั้นเทพต้อง sPkAutorunkiller 2.5

Posted by admin | Posted in IT | Posted on 17-06-2011-05-2008

0

[img]http://www.spk-autorunkiller.ob.tc/images/main.png[/img]

***TEST RUNNING ON MS WIN7 (.NET Framework 4.0)***

ท่านสามารถ Download .net framework 4.0 ได้จากลิ้งนี้ครับ http://www.microsoft.com/downloads/en/details.aspx?FamilyID=9cfb2d51-5ff4-4491-b0e5-b386f32c0992&displaylang=en

คุณสมบัติที่เพิ่มจาก 2.4

แก้ไขระบบแจ้งเตือนตอนลบไฟล์ไวรัส
ทำให้เหลือไฟล์เดียวแบบว่ารันปุ๊บใช้ได้เลย
ปรับแต่งระบบ tools ดึงโค๊ดจาก Security gen for fix virus มา

[img]http://www.spk-autorunkiller.ob.tc/images/tools.png[/img]

คุณสมบัติโดยรวม

ปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณจาก autorun ไวรัส
โปรแกรมจะลบไฟล์ที่ autorun.inf เรียกเปิด
โปรแกรมจะลบไฟล์ *.lnk ทั้งหมด
โปรแกรมจะสร้างโฟรเดอร์ Autorun.inf เพื่อปกป้อง autorun ในอีกระดับ
ท่านมารถ update โปรแกรมกับทางเราได้

[img]http://www.spk-autorunkiller.ob.tc/images/help.png[/img]

***โปรแกรมนี้พัฒนาโดย sPk190537***

Http://www.facebook.com/spkrsk

อัพเดต ปัจจุบันมีเวอร์ชั่นใหม่แล้วนะครับ

เดรัจฉานวิชา การดูดวง

Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 17-06-2011-05-2008

0

การดูดวง
*แล้วปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามดวง
*มันทำให้เกิด ความลุ่มหลง
*งมงาย
*ยึด ดวง ยึดหมอดูเป็นสรณะ
*เป็นที่พึ่ง
*เป็นช่องทางให้ หมอดูไม่ดีบางคนหลอกเอาด้วย
ไม่เป็นไปเพื่อความสว่าง
*ไม่เป็นไปเพื่อความมีสติ เพราะ ทำให้คนลุ่มหลง งมงาย
*ไม่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น
*ทั้งๆที่มีโอกาสทองได้เจอพระพุทธศาสนาแล้ว
*ชาติอื่น จะไปเป็นหมอดู จะไปเชื่อดวง
*ก็ช่างสิ
*แต่ชาตินี้เจอพระพุทธเจ้าแล้ว
จึงไม่ควรยึดหมอดู ซึ่งมีส่วนตรง เป็นสรณะ
*อีกทั้ง
*หากพระทำหน้าที่ดูดวง
*ก็จะทำให้ มหาชนตำหนิ
*คนที่ไม่ศรัทธา ก็จะไม่ศรัทธายิ่งขึ้น
ส่วนคนที่ศรัทธาในพุทธแล้วก็จะเสื่อมจากความศรัทธา
*และสุดท้าย
*การดูดวง
*คือการที่ปล่อยใจให้ไหลไปกับ กรรมในอดีต
*อย่างเดียว
*เป็นการคิดอย่างไม่รอบคอบ ไม่ฉลาด
*ทั้งๆที่ กรรมทั้งอดีต และ กรรมปัจจุบัน
*จะมีผลต่ออนาคตต่างหาก
*การหลงอยู่กับ อดีต ไม่ใช่สติ
*เพราะสติ คือการมีความระลึกได้
*ในสิ่งที่เกิดกับกาย กับใจ ในปัจจุบัน
*ดังนั้นแล้ว
*การเชื่อเรื่องดวง
*ก็มีผลเสีย ทั้งทางโลก คือ ความงมงาย
*และเสียทางธรรม คือ ทำให้ลืมการเจริญสติ อยู่กับปัจจุบัน
*ด้วยผลเสียทั้งมวลนี่เอง
*พระพุทธเจ้า จึงกล่าว เป็นเดรัจฉานวิชา

*จบ

เครดิต พี่ซุปเค