บทสนทนาธรรมะ ของ ครูSup’k VS นักเรียน และ คุณพ่อของนักเรียน
Posted by admin | Posted in ธรรมะ | Posted on 18-06-2011-05-2008
0
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:05):
ถามเรื่องที่สงสัยหน่อยคับ
คือนั่งสมาธิเจริญสติไปเรื่อยๆ
พอมีคนทำให้อารมณ์เสียมันคุมไม่อยู่อะครับ
แล้วก็เป็นกับคนเดิมๆ
กับคนอื่นไม่เป็น
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:08):
T^T
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:12):
กับแม่ ใช่มะ
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:12):
ครับ มีเรื่องกับ แม่
ส่วนพ่อไม่มีปัญหาด้วย
เพราะพ่อก็ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ เลยเข้ากันได้ดีกับผมครับ
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:13):
แก้ยังไงดีครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:14):
แก้ไม่ได้
นอกจากอดทน
รักษาศีล ไม่พูดรุนแรง ด้วยวาจาเสียดสี หรือ หยาบคาย
หากโมโห จนไม่ไหว ก็ คิดถึงเรื่องดีๆที่แม่เคยทำให้เรา
หากยังไม่โมโห ก็ให้ดูจิต เพื่อรู้ทัน ความหลงคิดเข้าข้างตัวเอง
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:14):
ครับ
แล้วผมฟัง CD
หลวงพ่อบอกว่า มีอะไรให้ถามพี่ได้
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:15):
ถามมาได้
ตอบได้จะตอบให้
แต่ทั้งนี้ก็คงต้องสอบถามครูบาอาจารย์คนอื่นๆด้วยนะ
และที่สำคัญสุดคือ ตรวจสอบความถูกต้องกับพระไตรปิฎก นะ
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:16):
ออ
งั้นถามเลยแล้วกันนะครับ
เวลานั่งสมาธิอะครับพอถึงจุดๆนึงจะง่วงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:18):
ขนาดเห็นภาพแว็บไปแว็บมา แต่พอรู้สึกตัวว่า
“เรานั่งอยู่ในห้องนิ แล้วภาพมาจากไหน”ก็ตาโตใสปิงทันที
แล้วพอนั่งกี่ทีก็ง่วงเหมือนเดิม แก้ไงครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:20):
หากง่วงก็ให้ เขย่า ขา กระตุ้น ผัสสะ แล้ว จิตมันจะไม่ง่วงซึม
ส่วน นั่งแล้วเห็นภาพก็คือ นั่งๆไป แล้ว จิตมันเริ่มเบลอ คล้ายๆฝัน
พอรู้สึกตัว จิตมันตื่นจากความหลงในโลกแห่งความฝันแป๊บหนึ่ง
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:21):
แต่หากจิตมันมีสติ รู้สึกตัว แต่มีความเงียบสงบ สันติ ปิติ สุข
ถ้าเป็นสงบ แบบมีสติ รู้สึกตัว นั่นคือ สมถะ
ตอนสงบ สมองจะหลั่งสารเอนโดฟิน
ซึ่งทำให้ มีความสุขดี
แต่ให้รู้ว่า อย่าแช่ตรงนี้มากนัก
หากรู้ไม่ทัน ก็อาจจะหลงไปเสพติดความสงบอันนี้ได้
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:21):
คนติดความสงบ พอออกมากระทบโลก จะโมโหรุนแรง
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:21):
ใช่เรยครับ
แต่โมโหกะแม่แล้ว สมเพท ตัวเอง แม่แท้ๆ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:22):
ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่ให้เลิกนั่งสมาธินะ
สมถะ ความสงบ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการฝึกจิต
อย่าทิ้ง สมาธิ
อย่าเกลียดความสงบนะ
เอาความสงบไว้พักผ่อน
แต่ให้มีสติรู้ทัน ความหลงไปชอบ ความสงบ ควบคู่ด้วย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:22):
หากรู้ไม่ทัน ความเสพติดความสงบ
ก็อาจมีผลให้รักสุข เกลียดทุกข์ เกิดความไม่เป็นกลางได้
พอวันหนึ่งเจอความไม่สงบ จากแม่
ก็ทำให้ยอมรับความจริงไม่ได้
เป็นเหตุให้น้องโกรธ เพราะ น้องไม่อยากเจอ
คนที่คิด ไม่ตรงกับ ทิฎฐิของเรา
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:23):
ทิฎฐิของตัวกูของกู นั่นคือ ความยึดมั่นในอัตตา ตัวกูนั่นเอง
เมื่อยึดมั่น รักสุข รักสงบ ก็จะเกลียดทุกข์
เมื่อเกลียด ก็ไม่ชอบมันรุนแรงมากขึ้นๆ
จนกระทั่ง ต้องทะเลาะกัน
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:24):
นอกจากให้น้องรู้ทันว่า กำลังโกรธแล้ว
ก็ควรรู้ทัน ความยึดมั่นในทิฎฐิ
ควรรู้ทัน ความหลงไปรักสุข เกลียดทุกข์ด้วย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:24):
และ ก็ลองคิด สอนใจตัวเอง สักหน่อยนะ ว่า
จริงไหม สิ่งทุกอย่างที่เจอในชีวิต
มันก็เป็นแค่ภาพลวงตา
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่เห็นน่ายึดถือเลย
ความทุกข์ก็ไม่น่ายึดถือ ไม่เห็นน่าไปเกลียดมัน
เพราะความทุกข์ทั้งหลาย มันผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป
ไม่เห็นมีความทุกข์ใดเลย ที่มันจะทนอยู่ได้นาน
แค่เราหลับตา นอนหลับไป
เราก็ลืมเรื่องที่ทะเลาะกับแม่แล้ว
เหมือนกับ ภาพละครทีวีที่ตัวละครทะเลาะกัน
แม้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน โหดร้ายแค่ไหน
พอปิดสวิตซ์ไฟ
ภาพนั้นก็หายไป ไม่ได้อะไรหลงเหลือเลย นอกจากความว่างเปล่า
ไม่เห็นมีอะไรหลงเหลือให้จับต้องได้เลย
แล้วเราจะไปเกลียดไปกลัว กับ ความทุกข์ ความบีบคั้น ต่างๆทำไม
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:25):
จริงๆแล้ว ความทุกข์ ทั้งหลาย มันจบไปตั้งแต่ตอนที่เราทะเลาะเสร็จแล้ว
แต่หากคิดซ้ำในเรื่องเดิม
เราก็เลยโกรธใหม่ กลุ้มใจใหม่ สมเพชตัวเองใหม่
คนเราไม่เคยเห็น ตอนหลงไปคิด
เพราะ เห็นแต่ สภาวะจิตตอนท้ายๆ คือ ตอนสมเพชตัวเอง
เนื่องจากสติไม่ไวพอ จึง ได้แต่กลุ้มใจ กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
ต่อจากนี้ไป ให้ ลองสังเกตว่า
จริงไหมไม่ว่า สิ่งใดก็ตาม ทุกข์ใดก็ตาม บาปใดก็ตามที่ได้กระทำไปแล้ว
มันผ่านไปแล้ว มันจบไปแล้ว
อย่าไปกลุ้มใจกับสิ่งแย่ๆที่ได้ทำไปแล้ว
แต่ให้เอาประสบการณ์เก่าๆมาสอนตัวเอง ว่า อนาคตจะไม่ทำบาปทั้งปวง
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:26):
รู้ทัน ONLY คำง่ายๆ แต่ลึกซึ้งเนอะครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:26):
เริ่มเข้าใจ ก็ดีแล้ว
ให้รู้ทันจิต เรียนรู้ชีวิต ด้วยใจที่ตั้งมั่น และ ไม่แทรกแซง
สิ่งใดที่ทำให้น้องเปื้อนความทุกข์ได้
ก็เรียนรู้ไปที่สิ่งนั้น เรียนรู้ซ้ำๆ
แล้วจะรู้ว่า
ต้นเหตุของมันคืออะไร
เฉลยให้เลยก็ได้
ต้นเหตุอย่างหนึ่งของความทุกข์ คือ ตัณหา
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:27):
ต้นเหตุแรก คือ
ตัณหา ที่น้องไม่อยาก เจอ ความคิดของแม่ที่ไม่ตรงกับเรา
น้องรู้ไม่ทันตรงนี้
ก็เลยต้องเถียง
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:27):
ใช่เลย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:27):
ขั้นต่อมา
น้องรู้ไม่ทัน ความอยากเถียงต่อ
พอรู้ไม่ทัน แล้ว หลงไปเถียง
ตัณหาก็ทำรู้สึกว่า กูเก่ง กูสะใจ กูชนะ
กิเลสก็เริ่มใหญ่ขึ้น
ขั้นสุดท้าย พอเถียงเสร็จแล้ว
แต่เพราะน้อง ไม่รู้ทัน ตัณหา ความอยากเป็นคนดี
ไม่รู้ทันตัณหาความอยากเป็นลูกที่ดี
น้องก็เลยกลุ้มใจกับสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว
ก็เลยนำความทุกข์มาให้อีก
เห็นไหมว่า น้องไม่รู้ทันตลอดสายของวงจรชีวิตเลย
ก็เลยเป็นช่องทางให้กิเลสโจมตี จนก่อความทุกข์ให้ชีวิตได้
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:28):
แต่ก็อย่าไปเกลียดกิเลสนะ
พี่แค่ชี้ให้ดูต้นเหตุแห่งทุกข์ ที่ฉวยโอกาสโจมตี ตอนเราเผลอ
แต่ก็ให้น้องเอากิเลส นั่นแหละ เป็นครูสอนใจตน
ให้น้องคอยเรียนรู้ทุกข์ เรียนรู้กิเลส ด้วยใจที่อ่อนน้อม
เรียนรู้ชีวิต ตามความเป็นจริง ไปซ้ำๆ บ่อยๆ
แล้ววันหนึ่ง กิเลสจะไม่สามารถ ย้อมใจเราได้อีก
ตอนแรกๆ อาจจะยังเถียงแม่อยู่
ก็เพราะน้องยังไม่เห็นความไร้สาระของการเถียง
น้องยังไม่เห็นความไร้สาระของการทำเพื่อตอบสนองตัวกู ให้สะใจ
แต่ พอสังเกตจิต ตัวเองบ่อยๆ
น้องจะเห็นว่า พอเถียงเสร็จแล้ว
น้องชนะแม่แล้ว ก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ก็ไม่เห็นจะมีความสุขอะไรเลย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:28):
ตัณหาทั้งหลาย ที่ทำเพื่อ ตัวกู ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่ออัตตา ตัวกู
นั่นแหละ คือความเห็นแก่ตัว
นั่นแหละ คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์
ควรละเสีย
หากละไม่ได้ ก็เรียนรู้ทุกข์ เรียนรู้ซ้ำๆ
สิ่งใดที่ทำให้ทุกข์ได้ก็เรียนรู้ไป
แล้วจะรู้เลยว่า
เรารักตัวเองที่สุด
แต่เราไม่ละ กิเลส ตัณหา ที่เป็นต้นเหตุให้ ใจเราทุกข์
เรารักตัวเอง
แต่เรา ก็ดันไปยึดถือ สิ่งหนักๆเอาไว้
ไม่ยอมปล่อย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:30):
เรียนรู้ตรงนี้ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวก็เข้าใจ ยอมปล่อยวางได้
เมื่อปล่อยวางได้
น้องก็จะไม่กลุ้มใจกับสิ่งที่ทำไปแล้ว
เพราะรู้แล้วว่า แก้ไขไม่ได้แล้ว
ทำบาปไปแล้ว ยังไง ก็ต้องรับผลกรรมที่ด่าแม่ไป
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:31):
ในทางกลับกัน น้องที่ฝึกเจริญสติอยู่บ่อยๆ
ก็จะมีปัญญาเห็นความไร้สาระของการเถียง ด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นว่า การเถียงมันไร้สาระ น้องก็จะไม่เถียงแม่เองแหละ
แม้จะมีคำพูดใดมากระทบใจ มาขัดกับทิฎฐิของกู
น้องก็จะไม่สนใจในการเถียงอีก
เพราะน้องไม่ยึดมั่น ในตัวกูของกู
น้องมีสติ อยู่เหนือความเห็นแก่ตัว
น้องไม่หลงไปในโลกแห่งความสะใจของการเถียง
น้องก็จะไม่เถียง
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:31):
จิตที่ฝึกสติ เรียนรู้ชีวิตซ้ำๆ
ก็จะเริ่มยอมรับความจริงของทุกสิ่งได้
ก็จะเริ่มยอมรับความแตกต่างของแม่ได้
น้องก็จะเริ่มฟัง ท่านบ้าง
แม้จะคิดไม่ตรงกับกู
แต่ก็จะเริ่มฟังแม่มากขึ้น
ฟังโดยไม่ยึดถือ ในความคิดของเรา อย่างเดียว
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:32):
ทั้งหมดที่พี่พูดไป ก็คือ
การมีสติ มีปัญญา เข้าใจตนเอง
เข้าใจความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
เข้าใจว่า ที่ผ่านมาหลงไปทำเพื่อสนอง อัตตา ตัวกูของกู
มันทำให้ทุกข์ ให้หนัก
เมื่อเข้าใจดังนี้
น้องก็ปล่อยวาง
สบาย
อิสระ
พบสุข
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:33):
เข้าใจมากขึ้นแล้วครับ
ผมว่ายิ่งเรียนเรื่องทางธรรมมากแค่ไหน
ก็ยิ่งน่าศึกษาให้ถึงแก่นมากขึ้น
เพราะมันเป็นอะไรที่ผมว่า ลึกซึ้งละเอียดอ่อนมากๆ
ไม่เคยเจออะไรที่แบบว่า
อยากลองทำไปเรื่อยๆแบบนี้มาก่อน
อย่างผมเล่นเกม เดี๋ยวก็เบื่อ
แต่พอมาทำแบบนี้แล้วมันปิ้งขึ้นมาว่า
เกิดมาตั้ง 17 ปีไม่เคยย้อนดูใจตัวเองมั่ง
มั่วแต่สนใจอะไรก็ไม่รู้
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:35):
สาธุ
อย่าเลิกฝึกสตินะ
เชื่อพระพุทธเจ้าเอาไว้
ศรัทธาเอาไว้ว่า
ท่านสูงส่งขนาดนั้น
ยังอุตส่าห์สละความสบาย
มาค้นหาทางพ้นทุกข์ เพื่อมาสั่งสอนพวกเรา
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:35):
พี่ฝึกมาขนาดนี้แล้วรุศึกเหมือนผมไหมอะ
ว่าวิชานี้สุดยอดจิงๆ
คนคิดจะสุดยอดขนาดไหม
แล้วคนที่มาอธิบายให้เข้าใจเค้าก็ยอดจิงๆ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:36):
คิด
พี่ไม่เลิกฝึกหรอก
เลิกก็โง่แล้ว
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:37):
ความรวย ความมีชื่อเสียง
ไม่ได้ช่วยให้มีความสุขได้เลย
ธรรมะ
สติ
สัมปชัญญะ
ต่างหากที่ช่วยให้
จิตใจยอมรับความจริง
และเข้าใจความจริง
และค่อยๆทำให้พี่พ้นจากทุกข์ได้ มากขึ้นๆ
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:38):
ตอนนี้ผมก็ทำ การดูลมหายใจ อะครับ
ที่เรียกว่าดูรูปนาม
ผมว่า สุดยอดมาก
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:44):
ดีมากๆ ฝึกเลยนะ นั่งสมาธิ เดินจงกรมในรูปแบบ
นั่งรู้ลมหายใจเข้าออก อานาปาณสติ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ
ที่ต้องปฎิบัติบ่อยๆ
พอฝึกจนน้องมี ความนิ่ง มากพอ
ก็จะมีผลพลอยได้ ที่ทำให้น้อง
ทำงาน หรือ เรียนหนังสือ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และมี จิตนิ่งพอที่จะตามรู้ตามดูจิต
เพื่อให้เห็นเกิดปัญญา เข้าใจไตรลักษณ์ ได้มากขึ้น
น้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:44):
ครับ
พี่ครับพ่อผมมีอะไรถามหน่อย
ได้ไหม
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:45):
ได้ๆ
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:45):
สวัสดีครับ
ผมมีคำถามเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร
การเดินจงกรมมีวิธีปฏิบัติอย่างไร
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:47):
สวัสดีครับ
วิธีการเดินจงกรม นั้นผมได้เขียนไว้แล้วในหนังสือ ข้างในนั้น 2 ครับ
ทั้งการ์ตูนความลับของรอยยิ้ม และ หมีแพนด้า
และ คำถาม Quiz ทั้ง 40 ข้อ
แต่ว่า ตอนนี้ ถามมาได้ครับ หากตอบได้ ก็จะพยายามตอบครับ
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:48):
ขณะปฏิบัติ ผมเคยเห็นตัวเองนอนอยู่
และเห็นจิตมันตามรู้ เห็นทั้งคืน เห็นติดต่อกัน 2 วัน ผิดทางหรือเปล่าครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:49):
ไม่ผิดครับ เหนื่อยมากไหมครับ ที่อดนอน
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:49):
ทีแรกไม่เข้าใจนึกว่าตัวเองไม่ได้นอน
แต่ไม่เหนื่อย กลับรู้สึกชอบ อยากเห็นอีก แต่ไม่มาให้เห็นอีกเลย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
ถ้าไม่เหนื่อย ก็แสดงว่า ไม่มีปัญหาอะไรครับ
แต่ หากอยากกลับมาเห็นสภาวะมีสติรู้ตื่นตลอดคืน เมื่อไร ก็จะไม่มีทางได้เห็นอีกครับ
เพราะจิตที่มีสติ เห็นสภาวะถี่ นั้นเป็นจิตที่มีความรู้ตื่น
ปราศจากกิเลส
ซึ่งเป็นสภาวะที่ตรงข้ามกับ ความอยาก ความโลภอยากมีสติ
ดังนั้น หากอยากเห็นเมื่อไร ก็ไม่มีสติครับ
จึงไม่มีทางเจอ
แต่หากเข้าใจเคล็ดลับตรงนี้
แล้ว ทำความเพียร ฝึกสติบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
เดี๋ยวสภาวะให้ความรู้ตื่น เบิกบาน มีสติถี่ๆ ก็จะกลับมาเองครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
ตอนนี้ ผมขอพูดเผื่อเอาไว้ว่า
หากวันหนึ่ง สติมันกลับมารู้ตื่น เกิดถี่ๆ เหมือนไม่ได้นอนอีก
แล้ว เราจะได้ประโยชน์อะไรจากสภาวะนั้น
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:50):
ครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
ในวันที่สติมันเกิดถี่ๆ
หรือ บางวันที่ไม่เกิดสติ
ทั้งสองกรณีนี้
จิตมันก็แสดงตัวอย่างเสมอภาค ในแง่ที่ว่า
จิตมันทำงานได้เอง บังคับไม่ได้ตามใจอยาก
เห็นไหมครับ
จิตมันทำงานได้เอง
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:50):
เห็นครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:50):
นั่นแหละครับ คือการเห็นธรรมะ ในหัวข้อชื่อว่า อนัตตา ครับ
กล่าวคือ มีเหตุ คือ ฝึกบ่อยๆ
ผล ก็คือ จิตมันก็มีสติ อัตโนมัติขึ้นมาตอนขณะนอนได้เอง
การเห็นในแง่อนัตตา แบบนี้บ่อยๆนะ
จนกระทั่งปัญญาแก่รอบ
มันจะย้อนมาสอนตัวเองเลยว่า
สิ่งทั้งปวง มันก็เป็นแค่ เหตุปัจจัยปรุงแต่ง มาประกอบกัน
ต่อเนื่องกันเป็นสายยาวๆ
เกิดดับๆๆ ต่อเนื่อง
ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
ไม่เห็นน่า ยึดถือใดๆ
ที่ผ่านมา เรามัวแต่ ไปทำอะไรบางอย่าง
เพื่อให้จิตดวงนี้พอใจ
เพราะ เราคิดว่า จิตเป็นตัวเรา เป็นของถาวร
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:52):
พอหลังจากที่ได้เจริญสติ จนสติเกิดบ่อยๆอย่างต่อเนื่อง
ก็จะพบว่าแท้จริงแล้วจิตมันก็แค่
ธรรมะชาติ เกิดดับ ต่อเนื่องเป็นสาย
เหมือนที่เราได้เห็นตอนหลับ เองเหรอเนี่ย
เมื่อเห็นได้ดังนี้แล้ว
จิตก็จะเกิดความเบื่อหน่าย กับ ความไร้สาระ ในสิ่งที่เราได้ทำที่ผ่านมา
เมื่อเบื่อหน่าย ก็ปล่อยวาง
เมื่อปล่อยวางก็พ้นทุกข์
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:54):
ทั้งนี้ ความอยากได้สติเกิดตอนนอนเหมือนที่เคยทำได้ คือ ความโลภ
ซึ่งให้รู้ทันความโลภอันนั้น
และ กลับมาเริ่มต้นฝึกใหม่
นับหนึ่งใหม่ทุกวัน
ฝึกเจริญสติ ตามรู้ตามดู
ให้เหมือนเด็กๆ ที่ได้ของเล่นใหม่ๆ
ตื่นเต้น กับ การฝึกแบบเดิมๆทุกวัน
เรียนรู้ซ้ำๆ อย่างมีฉันทะ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:55):
การฝึกสติ ไม่เหมือนเล่มเกม ออนไลน์
ที่save ได้ว่า เมื่อวานเล่นถึงตรงไหน
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:55):
การฝึกสตินั้น
คือการเรียนรู้ชีวิต
เราจะเรียนรู้ กิเลสเดิมๆ
เรียนรู้ในแง่ไตรลักษณ์เดิมๆ
จนจิตมัน สะสม ความเข้าใจ
จนแก่รอบ
ยอมสละ ยอมปล่อยวางได้
ยอมปล่อยได้ ก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:56):
สภาวะปัจจุบันเหมือนมันเบื่อไปหมด ทั้งคนใกล้ชิด
เพื่อนฝูง คนรอบข้าง อยากปฏิบัติอย่างเดียวทั้งวัน ไม่อยากพบ
หรือ พูดคุยกับใครเลย
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:57):
ครูบาอาจารย์เคยบอกไว้ว่า
นี่อาจะเป็นสภาวะ นิพพิทาญาณ
คือ เบื่อโลก เพราะ เห็นโลกนี้ไร้สาระ
สภาวะนี้ เป็นกึ่งกลางของ ก่อนเป็นพระโสดาบัน
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:58):
วิธีปฏิบัติเมื่อเจอสภาวะนี้ คือให้อดทน
เฝ้าตามรู้ตามดูไป
อย่าพึ่งรีบฆ่าตัวตายนะครับ
ให้เฝ้าตามรู้ตามดูไป ด้วยขันติ อดทน
แล้วท่านจะเห็นว่า ความเบื่อนี้ ก็ไม่เที่ยง
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (21:58):
ปัจจุบัน ตามรู้จิตไม่ค่อยเห็นเหมือนเมื่อก่อน มันหายไป ว่างๆ ผมเลยใช้วิธีตามดูกายอยู่
ครูพี่Sup’k พูดว่า (21:58):
ครับ ครูบาอาจารย์ท่านเคยพูดไว้ว่า
พอดูจิตไม่เห็น
ก็ต้องกลับมาที่รู้ที่กาย
ต้องสลับกัน
เพราะว่า พระพุทธเจ้าให้ เจริญสติปัฎฐาน4
คือ รู้กาย เวทนา จิต ธรรม
สลับกันไป
ฝึกให้เกิดสติ และปัญญา
ฝึกซ้ำๆ จนมันแก่รอบ
จนยอมปล่อยวาง
ย้ำ ฝึก จน หายดิ้นรน และ ยอมปล่อยวาง
ย้ำครั้งที่สอง ฝึกจน หายดิ้นรนและยอมปล่อยวาง
ย้ำครั้งที่สามฝึกจนหายดิ้นรน และยอมปล่อยวาง
ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:00):
จำไว้ว่า ตอนที่เบื่อโลกนี้
ก็ยังมีความไม่เป็นกลางอยู่
ก็ต้องอดทนตามรู้ตามดูความเบื่อนี้
จนเห็นความ ความเบื่อโลก ก็ไม่เที่ยง เป็นแค่ของชั่วคราว
เมื่อผ่านตรงนี้ได้ ก็ปล่อยวางอย่างแท้จริง
แล้วท่านจะสามารถอยู่ร่วมกับคนในโลกได้
อย่าง อิ่มเอิบ เบิกบาน และ ไม่เปื้อนโลก มีจิตไม่เปื้อนทุกข์
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (22:00):
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ
ขอถามอีกอย่าง คับ คือ ตอนนี้ผมยังรู้สึกเหมือนยังเพ่งอยู่
แต่ไม่รู้ว่าเพ่งอะไร มันมักจะปวดหัว และมึนๆ ประจำ
เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่ถูกหรือไม่
ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:00):
อย่าเกลียดเพ่งนะครับ
ให้อดทนตามรู้ตามดูไปว่า
เห็นไหม
ความเพ่ง ก็ไม่เที่ยง
เพราะบางที จิตก็เพ่ง
บางที จิตก็คลาย
ลองสังเกตดีๆตอนที่จิตมันหายเพ่ง
เช่น พอมีอะไรมากระทบแรงๆ ก็หายเพ่ง
เมื่อท่านเห็นจังหวะ ตอนที่จิตคลายจากการเพ่ง
ท่านจะได้ไม่กลัว การเพ่งครับ
ท่านจะเป็นกลาง ต่อความเพ่ง
เพราะเห็นแล้ว ว่า เพ่งแล้วไง เพ่งก็ไม่เห็นตาย
ความเพ่ง ก็ไม่น่ากลัว อะไรสักนิด
ความเพ่ง จะทำให้ เราไม่บรรลุ ก็ช่าง มันสิ
เพราะเราฝึกเพื่อถึงความไม่มีตัวกู ของกูอยู่แล้ว
ดังนั้น การเพ่งจะทำให้ตัวกูบรรลุช้า ก็ไม่เห็นเป็นไร
เมื่อไม่กลัวความเพ่ง เป็นกลางต่อความเพ่ง
ไม่เร่งร้อนในการบรรลุเร็วๆ
จิตก็จะเกิดการปล่อยวาง เพราะ เลิกรักตัวเอง ไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง
ก็จะพบความพ้นทุกข์ เบาสบาย ทันทีนั้นเองครับ
ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:02):
เพ่ง เพราะ อยากดี
เพ่งเพราะ อยากบรรลุ
รู้ทัน ความรักตัวเอง สองอย่างนี้
ดูให้เห็นความไร้สาระของการอยากดี อยากบรรลุ
ว่า ทั้งสองอย่าง แม้เป็นการรักดี แต่ก็นำความทุกข์มาให้
เห็นความไร้สาระของการไปยึดมั่น ในความอยากดี จนทำให้ติดเพ่ง
เมื่อมีปัญญารู้ทันทัน ความอยากดี ก็ปล่อยการเพ่งแล้วครับ
พอปล่อยแล้ว ก็อิสระ พ้น จากทุกข์ทันทีครับ
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (22:03):
ผมเข้าใจแล้ว จะนำไปปฏิบัติ ขอบคุณอีกครั้ง
ครูพี่Sup’k พูดว่า (22:03):
ด้วยความยินดีครับ
ข้อคิดของ ครูบาอาจารย์คือ
รักดีหามจั่ว
แต่จั่วนั้นก็หนักนะครับ
รักชั่ว หามเสา
แต่เสาหนักกว่า
เราจึงไม่ทำชั่ว ไม่ทำผิดศีล
เราจึงควรประกอบแต่ความดี รักษาศีล มีคุณธรรม
แต่ ต้องไม่ติดดี เพราะหากติดดีก็จะหนักเช่นกัน
ให้ รู้ทันความหลงอยากดี
รู้แล้ว ปล่อยผ่าน
ทำดี แต่อย่าติดในความดีนั้น
ชีวิตก็ร่มเย็นแล้ว
จบแล้วครับ
คุณพ่อน้องดี(นามสมมติ) พูดว่า (22:03):
ขอบคุณมากๆครับ
